Supawat 的个人资料--++ KaNe_SC ++--照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
8月29日 จะไปแล้วบ่นไปบ่นมา อุปสรรคมากมาย ในที่สุดอีกไม่เกินห้าวัน ฉันก็จะร่อนไปปารีสแล้วหล่ะ ถ้าใครแวะผ่านมาทางนี้บ่อย ๆ ก็ขอให้แวะผ่านมาเรื่อย ๆ นะ เพราะหลังจากนี้จะพยายาม เขียนสารคดีท่องเที่ยวปารีส ในแบบที่คุณอาจจะไม่เคยได้เห็นมาก่อนมาให้อ่านมาให้ชมกัน ติดตามกันดี ๆ ล่ะ ถ้าได้รายละเอียดเบอร์โทรที่อยู่ติดต่ออย่างไรก็จะเอามาใส่ไว้นะจ้า 8月4日 Mood swingและแล้วอีกหนึ่งเดือนก็ผ่านไป หลายคนคงทราบแล้วว่าศุภวัฒน์ได้รับคำตอบจากมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงกระนั้นความดีใจอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เพราะปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมาทันที หาที่พัก พยายามหาแบบระยะยาว ติดต่อที่อยู่เก่าไปตอนแรกก็ตอบกลับมาดี แต่ตอนหลังเจ้าของเสือกเปลี่ยนใจไม่ให้เช่าระยะยาวแล้ว (แม่บอกมันหนีภาษีชัวร์ ๆ) พยายามหาแบบระยะสั้น ติดต่อไปตามเอเจนซีต่าง ๆ แมร่งก็ไม่ตอบอีก ทั้ง ๆ ที่ลงท้ายจม.มาว่า "หวังว่าเราคงหาข้อสรุปได้เร็ว ๆ นี้" มันส่งมาทีไรเราก็ตอบทันทีไ่ม่รีรอ มีแต่มันนะแหละช้าาาา จนห้องที่เลือกไว้หน่ะมันไม่ว่างกันหมดและ มันน่าจะคิดได้บ้างนะว่าที่ตรูหา "ข้อสรุป" กับมรึงไม่ได้สักทีหนะมันเป็นเพราะใครกันแน่ว้า นี่ส่งไปหลายที่แล้วก็ยังรอการตอบกลับอยู่ พยายามหาแบบชั่วคราว ก็ลองไปคลิกตามหน้าโรงแรมดู แมร่งก็บอกไม่ว่าง เอ้อ เอากับมันสิ ขอวีซ่า เอกสารขาดเพียงแค่ชิ้นเดียวก็จะไปขอได้ แต่มันก็ยังไม่มาสักที ทั้งที่เป็นต้นฉบับในรูปแบบของจม. และทั้งที่เป็นสำเนาในรูปแบบอิเล็กโทรนิกส์ ไม่มาทั้งคู่ พยายามติดต่อฝ่ายที่ออกเอกสารให้แล้ว ก็ไม่มีสัญญานตอบรับใด ๆ กลับมาเลย แล้วแผนกวีซ่ามันก็ต้องการไอ้เอกสารแผ่นนี้อีกต่างหาก ถ้าขาดแมร่งก็ไม่รับพิจารณา เอ้อ เอากับมันสิ มันไม่อยากให้คนไปกันขนาดนั้นเลยใช่มะ แม้แต่คนเรียนต่อเนี่ย จะเรียกว่าเป็นช่วงห่าอะไรของชีวิตก็ไม่รู้ ขอบอกว่าช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี่ ชีวิตมี mood swing ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งก่อนหน้านี้คือช่วงตอนปีสามเทอมสอง แต่ครั้งนี้เป็น mood swing ที่รุนแรงกว่าครั้งก่อน ๆ เพราะนั่งอยู่ดี ๆ ก็สามารถร้องไห้ออกมาได้โดยไม่รู้ตัว เครียดมากจนกระทั่งนอนไม่ได้ จนพาลป่วยไปในบางช่วง คิดดูสิว่า ป่วยเจอเครียด ชีวิตมันจะบัดซบแค่ไหน ออกไปเจอหน้าเพื่อนที่รร.เก่ามันยังกลัว เพราะ รังสีอำมหิต - เครียด - ซึม มันสูงมาก เขียนให้อ่านกันขนาดนี้ ก็คงจะไม่ผิดนักถ้าคุณ ๆ จะเรียกช่วงแบบนี้ว่าเป็นช่วงดวงตก บ้างก็มีคนทักว่าไอ้พวกเนี้ยเป็น sign ที่บอกว่าไม่ควรจะเดินทางไปเรียนต่อ เพราะอะไร ๆ มันก็ดูมีอุปสรรคมากไปเสียหมด จนทุกอย่างมันวุ่นวายไปหมด ความวุ่นวายทุกอย่างนี้เกิดขึ้นจากสองสิ่งเท่านั้นนั่นคือ การตอบรับของมหาวิทยาลัยที่ช้าเกินไป และ ความงี่เง่าของแผนกวีซ่า ทำไม ถ้ามันตอบรับเร็วกว่านี้ล่วงหน้ามาก ๆ ฉันก็จะได้มีเวลาเตรียมตัวทำอะไรมากกว่านี้ มหาวิทยาลัยรู้ว่าเราเป็นนร.ต่างชาติอยู่ต่างประเทศ ต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน แต่ไม่หาทางจะเร่งรัดให้กระบวนการมันเร็วขึ้นเลยแม้แต่น้อย แผนกวีซ่าเป็นแผนกที่ปิดกั้นตัวเองได้อีก อยากรู้ไปลองดูเอง ไม่อยากพูดให้เป็นเสนียดติดบล็อก สรุป ถ้าครั้งนี้ไม่ได้ไปเรียน เราก็จะไม่เสียใจ เพราะมันคงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้วนอกจากรอ และถ้าเลือกได้ก็คงจะขอไม่ไปเหยียบประเทศนี้ด้วยวัตถุประสงค์ทางการเรียนอีกต่อไป แค่ไปเที่ยวก็พอ นอกนั้นขอไม่ดีกว่า ถึงแม้ฉันจะใช้ภาษาฝรั่งเศสได้ดี แต่ ฉันคงไม่เหมาะกับประเทศนี้ เพราะฉันเกลียดระบบของประเทศนี้ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ฉันสามารถเป็นคนฝรั่งเศสได้เต็มตัวแล้ว เพราะแม้แต่คนฝรั่งเศสเองยังเกลียดระบบของประเทศมันเองเล้ยไม่ต่างอะไรจากคนไทยที่เกลียดระบบของไทยนั่นแหละ แต่ที่อยู่กันในประเทศของตัวเองได้เพราะมันเป็น "บ้าน" ของเราไง เราอยู่ด้วยความชิน แต่กว่าเราจะชินกับไอ้ความบ้าบอของประเทศอื่นได้ก็คงใช้เวลาสักหกเจ็ดปีได้มั้ง ถึงแม้ว่าดูแล้วประเทศมันจะดูสวยงามจากภายนอก แต่ภายในของมันแล้วมันก็มีอะไรที่แย่ ไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ หรอก วันนี้เขียนโดยใช้ stream of conciousness ถ้าไม่ได้เรียบเรียงอะไรก็ขออภัย ถ้าอ่านแล้วเครียดหรือเซ็ง ก็ถูกแล้วล่ะ แล้วก็ขอให้รับรู้ไว้ว่าฉันรู้สึกอย่างที่คุณรู้สึกได้ตอนอ่านนั่นเอง 7月9日 ชีวิตน่าเบื่อตอนนี้ชีวิตกำลังอยู่ในจุดที่ไม่มีความเร้าใจใด ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเลย น่าเบื่อได้อีก ถึง น่าเบื่อที่สุด ถ้าวันไหนไม่ได้สอนละก็ วัน ๆ จะไม่เป็นอันทำอะไร มีแต่หนังสือกองอยู่รอบตัว ทุกซอกทุกมุมที่พึงจะนั่งได้ ห้องทำงาน ห้องดูทีวี ห้องทานข้าว ห้องน้ำ ในรถ ฯลฯ หนังสือบางส่วนนั้นอยากอ่านแทบใจจะขาด แต่อ่านยังไม่ได้ เพราะมีหนังสืออีกส่วนหนึ่งที่ต้องอ่านใ้ห้เสร็จก่อน ทำไมคนเราจะอ่านอะไรในสิ่งที่อยากไม่ได้ฟระ แล้วทำไมความอยากอ่านอะไรสักอย่างจะต้องเกิดตอนที่ต้องอ่านอะไรอย่างอื่นเสมอ ไม่เข้าใจ ใช่ ตอนนี้ชีวิตศุภวัฒน์ จมมมมอยู่ในกองหนังสือนั่นแหละ แล้วก็เป็นหนังสือบังคับอ่านเสียด้วย เหมือนกับตอนเรียนในโรงเรียนหน่ะ จะต้องมีหนังสืออ่านนอกเวลา ซึ่งเลือกกันมาให้อ่านได้อยู่ันั่นแหละน้ออออ น่าสนใจก็หาไม่ ถ้าดีก็ไม่ว่ากัน ด้วยเหตุนี้ทำให้คิดอยู่ว่าถ้าเรียนต่อตรูจะมีความสุขไหมเนี่ย นอกจากการอ่านแล้ว ศุภวัีฒน์ก็ต้องมีชีวิตอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เพราะมันเป็นอุปกรณ์การทำงานคู่ชีพอย่างหนึ่ง ไว้พิมพ์สรุป ไว้ค้นข้อมูล แต่ก็ยัีงดีเพราะมันยังเอาไว้หลีกหนีความจริงได้บ้างเป็นบางเวลา แต่ก็ใช่ว่าจะหลีกหนีได้พ้นในบางเวลานั้น ๆ โดยเฉพาะเวลาเช็คเมล์แล้วเจอข้อความเกี่ยวกับการงาน เช่น อีเมล์ทวงงาน อีเมล์จากมหาวิทยาลัยที่ปารีสซึ่งไม่ได้ตอบอะไรตรูเลย อีเมล์แจ้งความคืบหน้าการหาที่พัก (จริงได้อีกไหมล่ะ) พอหลุดจากกองหนังสือหรือหน้าจอคอมออกมาก็จะมีสิ่งที่ทำอยู่ไม่มาก ซึ่งแบ่งได้เป็น สิ่งบั่นทอนสภาพจิต เช่น เปิดทีวี เปิดหนังสือพิมพ์ดูแล้วเจอข่าว หรือสารคดีโลกจะแตก Sudoku (เวลาเล่นแล้วทำผิด) เล่นกับหมาแล้วหมากัดกัน นอนแล้วฝันร้าย สิ่งสร้างเสริมสุขภาพจิต เช่น เล่นดนตรี ฟังเพลง เปิดทีวีโดยที่ไม่เจอข่าว และสารคดีโลกจะแตก Sudoku (เวลาเล่นแล้วทำถูก) เล่นกับหมาแล้วหมาเล่นด้วย นอนแล้วไม่ฝันหรือฝันดี เจอเพื่อน พี่ น้อง เมื่อไรจะมีอะไรใหม่ ๆ มาพาฉันออกไปจากชีวิตแบบนี้สักทีนะ 5月14日 วิมัยบัตร
ด้านหลังนั้นก็จะมีคำอธิบายที่เป็นภาษาต่าง ๆ มีใจความเหมือนกับข้อความทางด้านหน้า แต่ไม่ได้เอารูปมาให้ตรงนี้เพราะมัน...เล็ก...มาก...ไม่เหมาะกับสายตาคนแก่อย่างพวกเรา เหอะ ๆ ถ้าใครสังเกตดี ๆ รูปในตัวอย่างจะเป็นวิมัยบัตรที่ซื้อในอิตาลีเนื่องจากมีตัวย่อ IT และ ชื่อ Italie พิมพ์อยู่ แต่ถ้าเป็นของไทยก็จะเป็นตัวย่อ TH และมีชื่อ Thaïlande นอกจากนี้ก็จะมีภาษาฝรั่งเศสเขียนอธิบายการใช้ไว้ แต่สำหรับคนที่อ่านไม่ออกก็ไม่เป็น เราจะบรรยายวิธีการใช้งานเจ้าคูปองนี้ให้ฟังเอง คูปองนี้ใช้สำหรับแนบไปกับจดหมายเปล่าแทนค่าสแตมป์สำหรับผู้ที่ต้องการจะตอบจดหมายเรามาจากต่างประเทศ ถ้ายังไม่เข้าใจอ่านต่อ โดยปกติแล้ว เวลาเราส่งจดหมายให้ใคร ถ้าต้องการให้ฝ่ายนั้นตอบเราโดยไม่ต้องเสียค่าสแตมป์ เราก็จะสอดซองเปล่าติดสแตมป์ไปให้ แต่กรณีนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อผู้รับอยู่ในประเทศเดียวกันเท่านั้น แต่ถ้าผู้รับอยู่ต่างประเทศวิธีการนี้จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากสแตมป์ของประเทศไหนก็จะใช้ได้เฉพาะในประเทศนั้นเท่านั้น สแตมป์ไทยใช้ในไทย สแตมป์ฝรั่งเศสใช้ในฝรั่งเศส ดังนั้นคูปองใบนี้จึงเป็นทางออกสำหรับการสอดซองเปล่าติดสแตมป์ ให้ผู้รับในต่างประเทศตอบกลับมาโดยไม่เสียตังค์ เราสามารถหาซื้อคูปองนี้ได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งในประเทศกลุ่มสมาชิกของ Union Postale Universelle หรือ สหภาพไปรษณีย์สากล ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยมิฉะนั้นฉันก็ซื้อไม่ได้สิ ใช่มะ ถ้าไม่มีก็ทักท้วงต่อว่าได้ เพราะเป็นกฏสากลว่าแต่ละที่ทำการต้องมีสำรองอยู่อย่างน้อยยี่สิบใบ และมักจะเก็บไว้อย่างดีในตู้นิรภัยของแต่ละที่ทำการด้วย รวมไว้กับสแตมป์สะสมอื่น ๆ ราคาขายของคูปองนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ของไทยจะอยู่ที่ใบละ 53 บาท อย่างที่ฝรั่งเศสอยู่ที่ 1.30 ยูโร อเมริกาอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ วิธีใช้นั้นง่ายดาย ก็เหาะไปซื้อที่ไปรษณีย์ แนบไปกับซองเปล่าให้ผู้รับ ถ้าผู้รับจะเตรียมซองเองก็ไม่ต้องส่งซองไป แล้วพอทางนั้นจะตอบกลับเขาก็จะเอาคูปองนี้ไปใช้แลกสแตมป์หรือจ่ายค่าจัดส่งที่ไปรษณีย์สำหรับส่งจดหมายกลับมาหาเรา โดยปกติแล้วคูปองหนึ่งใบจะสามารถใช้แลกกับค่าส่งจดหมายหนึ่งฉบับที่มีน้ำหนัก 20 กรัม ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ระเบียบของไปรษณีย์ในประเทศนั้น ๆ ของประเทศไทยหนึ่งใบแลกได้ 19 บาท ของฝรั่งเศสแลกได้สองราคาคือ 0.65 หรือ 0.85 ยูโร ขึ้นอยู่กับว่าส่งไปส่วนไหนของโลก ส่วนของอเมริกาจะแลกได้ 0.80 ดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีที่จดหมายที่ต้องการส่งมีน้ำหนักมากกว่า 20 กรัมก็จะต้องมีคูปองมากกว่าหนึ่งใบ โดยหนึ่งใบจะแทนค่าส่ง 20 กรัม สมมติถ้าต้องส่งเอกสารหนัก 100 กรัมก็ต้องใช้ทั้งหมด 5 ใบเป็นอาทิ ถ้าคูปองมีไม่พอผู้ส่งก็ต้องจ่ายตังค์เพิ่มเอง ให้สังเกตว่าราคาที่แลกได้นั้นน้อยกว่าราคาที่ซื้อมาและยังมีความแตกต่างในแต่ละประเทศอีกด้วย ซึ่งจุดนี้เป็นปัญหาที่สหภาพฯ พยายามควบคุมอยู่ไม่ใช้เกิดการได้เปรียบเสียเปรีัยบกันระหว่างประเทศ เขาว่ากันนะ แต่เท่าที่เห็นก็ใกล้เคียงกันอยู่ไม่แตกต่างกันมากเท่าไรนัก นอกจากนี้คูปองแต่ละใบก็มีอายุกำหนดในการใช้ อย่างรุ่นที่เห็นในภาพนี้จะหมดอายุตอนสิ้นปี 2009 ถ้าเลยจากนั้นจะแลกไม่ได้ ก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้รุ่นใหม่ ถ้าใครมีโอกาสก็ลองใช้ดู มันคลาสสิกมาก ๆ หรือไม่ก็ไปซื้อมาเก็บเป็นที่ระลึกไว้บ้างก็ดี ก่อนที่มันจะเลิกใช้ไปเหมือนกับโทรเลขนั่นแล.... 4月8日 Prelude to the Afternoon of a Faunสวัสดีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคน ยินดีต้อนรับสู่หน้าร้อนอีกครั้ง เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ศุภวัฒน์ไม่ได้มาอัพบล็อกอะไรกับเขาบ้างเลย แต่วันนี้อารมณ์ดีและมีเรื่องอยากเขียนก็เลยจะมาอัพ แต่จะไม่ใช้สีแสบตานะเริ่มเห็นใจและ แต่ของเก่าก็จะไม่แก้หรอก หึหึหึ
เนื้อหาในวันนี้เราจะว่ากันด้วยหัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องกับศิลปะสามแขนงด้วยกัน นั่นคือ จิตรกรรม ดนตรี และ วรรณกรรม (บูรณาการสุด ๆ เลยใช่มะ) นั่นแหละเป็นรสนิยมอันวิไลอย่างหนึ่งที่เด็กอักษรน่าจะไขว่คว้าหามาครอบครองกันไว้ได้
หมายเหตุในบทความนี้จะมีลิงค์ต่าง ๆ แทรกอยู่ในบทความเพื่ออรรถรสและสุนทรียภาพอันสมบูรณ์กรุณาคลิกเพื่อโหลดเพลง โน้ต หรือบทกลอนมาอ่านกันด้วยนะจ้า
ช่วงนี้ศุภวัฒน์ค่อนข้างจะว่างเลยมีโอกาสได้กลับมาเล่นดนตรีอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อไปขุดเพลงเก่า ๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ออกมา ก็เจอกับเพลงที่ได้อัพโหลดไว้ในหน้าแรกของสเปซให้ทุก ๆ คนได้ฟังกัน เพลงนี้เป็นเพลงที่ศุภวัฒน์ชอบบบบบบบบบมากที่สุดในขณะนี้ ถ้าไม่ได้ยินเสียงกรุณาเปิดลำโพงดัง ๆ หรือจะโหลดไปฟังเลยก็ดีเพราะเพลงนี้เป็นเพลงคลาสสิกและใช้เครื่องดนตรีเล่นเพียงน้อยชิ้น
เพลงนี้มีชื่อว่า Prélude à l'Après-midi d'un Faune (โหลดเพลงและสกอร์) ชื่อเป็นภาษาอังกฤษก็ตามหัวข้อบล็อกนั่นแหละ เพลงนี้แต่งโดย Claude Debussy คีตกวีชาวฝรั่งเศสในยุคปลายคริสตศตวรรษที่ 19 อาจเรียกได้ว่าเป็นนักประพันธ์เพลงแบบ Impressionistic เนื่องจากเมื่อฟังเพลงส่วนใหญ่ของเขาแล้วมันช่างส่งผลกระทบต่อจิตใจเสียงนี่กระไร ใครรู้จักเพลง Clair de Lune ที่มาจาก Suite Bergamasque ก็เป็นผลงานของกระทาชายผู้นี้นี่เอง (โหลดเพลงเล่นกับเปียโนหรือวงออร์เคสตราพร้อมโน้ตเปียโน)
เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทกวีของ Stéphane Mallarmé กวีในแนว Symbolism ร่วมสมัยกับ Clade Debussy บทกวีชื่อว่า l'Après-midi d'un Faune (โหลดกลอน) บทกลอนนี้เป็นบท monologue ของโฟน ซึ่งคือสัตว์ในตำนานเทพปกรณัมที่มีร่างกายครึ่งบนเหมือนคนครึ่งล่างเหมือนแกะ (ถ้าใครนึกไม่ออกให้นึกถึงคุณธัมนุสในเรื่องนาร์เนียละกันลักษณะคล้าย ๆ กัน) โฟนตัวนี้เพิ่งตื่นมาจากฝันอันน่าอภิรมย์และได้เล่าบรรยายฝันนั้นในช่วงบ่ายวันหนึ่งในป่าใหญ่ที่มีอากาศร้อนอบอ้าว ด้วยความปรารถนาอาลัยอาวรณ์
เสียงของตัวโฟนในเพลงนี้แทนด้วยเสียงฟลุ๊ต solo ในหลาย ๆ ท่อน เพราะตัวโฟนนั้นเล่น pan flute เป็นเครื่องดนตรีประจำตัวพอมาเขียนเพลงให้กับวงออร์เคสตราก็เลยใช้ฟลุ๊ตเล่นแทน ส่วนท่อนต่าง ๆ ในเพลงในนั้นมีความสอดคล้องกับเนื้อหาของบทกลอนในแต่ละท่อนในแต่ละส่วน ซึ่งแสดงถึงความต้องการ ความประทับใจ ความถวิลหา ความอาลัยอาวรณ์ของโฟนที่มีกับความฝันนั้น นอกจากนี้เสียงของ French horn ที่ก้องและมีลักษณะอู้เล็ก ๆ ทำให้ได้บรรยากาศอันอบอ้าวของช่วงบ่ายในหน้าร้อนในป่า
เนื่องจากบทกลอนนี้มีตัวละครเอกเป็นตัวโฟน ในจิตรกรรมตะวันตกเองก็มีภาพวาดเกี่ยวกับโฟนไว้อยู่เช่นกัน
Arnold Böcklin - a Faun and a Nymph
Arnold Böcklin - Afternoon of a Faun
Leon Baskt - Prelude to the Afternoon of a Faun
ยังไงลองนั่งดูภาพที่เหล่านี้ พร้อมฟังเพลง แล้วก็อ่านกลอนกันดู มันเป็นภาพที่งดงามให้ความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริง ๆ
ทิ้งไว้เท่านี้แหละ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับหน้าร้อนจ้า 2月8日 หนึ่งปีอันมีสีสันสวัสดีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ และ อื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ต้องสงสัยว่าศุภวัฒน์หายไปไหนมานานสองนาน เนื่องจากว่าตั้งแต่ต้นปีมา งานวิ่งเข้าใส่ไม่ขาดสาย เลยเพิ่งจะมามีโอกาสพักหายใจหายคอก็ช่วงนี้แหละ เนื่องจากว่าที่รร.ได้ปิดเทอมไปแล้ว (ใครว่าชีวิตมันมีปิดเทอมถึงแค่ช่วงเรียนมหาลัย มาเป็นครูสิมีปิดเทอมตลอดเลยนิ) ช่วงนี้็จะเข้าคณะบ่อยเป็นพิเศษ เนื่องจากว่า ได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านอาจารย์ (ขอไม่เอ่ยนาม) และ ว่าที่อาจารย์ของคณะอักษรฯ (ซึ่งก็ขอไม่เอ่ยนามเช่นกัน) ให้ไปเป็นผู้ช่วยวิจัยถึงสองโครงการทีเดียว นับได้ว่าเป็นช่วงที่ได้กลับมาลับสมองประลองปัญญา กับการทำวิจัยทางภาษาศาสตร์อีกครั้ง หลังจากทีห่างหาย กลายไปเป็นครูสอนอะไรซ้ำไปซ้ำมา ปากเปียก ปากแฉะ อยู่นานสองนาน (ไม่ใช่ว่าปัจจุบันไม่สอน ก็ยังสอนอยู่ แต่ปากแห้งขึ้นหน่อยเท่านั้นเองล่ะ) หวังว่าการกลับมาทำงานวิจัียครั้งนี้ จะส่งผลให้ชีวิตการเรียนต่อในภายภาคหน้าี (ที่กำลังจะมาถึงในหกเดือนนี้ - ถ้าเขาตอบรับเรานะ) เป็นไปด้วยดี ส้าาาาธุ วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องเข้าคณะ (เข้าทีไรได้เจอผู้คนมากมาย อย่างน้อยหยุดแวะคุยกับผู้คนมากมายหลากหลายไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพี่บ้าง น้องบ้าง ครูบาอาจารย์บ้าง เจ้าหน้าที่บ้าง ฯลฯ) วันนี้ก็ได้เจอน้องปีสี่ น้องก็บอกว่าวันนี้ก็วันบายเนียร์ค่ะ ไอ้เราก็หื้ม อะไรกันบายเนียร์กันแล้วเหรอ ฉันยังมีความรู้สึกว่าบายเนียร์ของฉันมันเพิ่งจัดไปก็หลัด ๆ นี้เอง เวลาปีนึงนี่มันก็สั้นใช่เล่นเหมือนกันนะ หกเดือนที่เหลืออยู่ก่อนไปเรียนต่อมันก็คงจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน (ย้ำอีกทีว่าถ้าเขารับ เพราะเอกสงเอกสารอะไรก็ยังไม่เปิดรับกันสักที เซ็งสุด ๆ) เวลานี่มันเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้จริง ๆ พออยากให้มันเร็ว มันก็ต้วมเตี้ยมซ้าาาา (รู้สึกบ่อย ๆ เวลาต้องรอลุ้นอะไรสักอย่าง เช่น ผลสอบ หรือจดหมายตอบ เป็น อาทิ) พออยากให้มันช้า เจ้ากรรมมันก็เดินเร็ว (จะรู้สึกอย่างนี้บ่อย ๆ เวลาสอน สอนทีไรไม่เคยเวลาพอสักที แต่ตอนเป็นนักเรียนอยู่ในชั่วโมงเรียนแล้วกลับอยากให้เวลาหมดเร็ว) เอาเหอะยังไงก็ตามมันก็เป็นหนึ่งปีที่มีสีสันดี หวังว่าปีนี้และปีถัด ๆ ไปของทุกคนและของศุภวัฒน์มีสีสัน เช่นกัน ถ้ามีแล้วก็มีให้มากขึ้นสนุกน่าสนใจมากขึ้น เว้นแต่จะปลงไปบวชพระบวชชี อันนั้นก็สุดแท้จะห้ามได้ ไม่อยากจะขัด เดี๋ยวจะบาปกันเสียเปล่า แต่ก็เถิดพยายามอย่าเยอะมากจนมันรวมกันเละเทะจนกลายเป็นสีมอ ๆ ดำ ๆ ก็พอ ให้มันเป็นสีต่าง ๆ ที่จัดเรียงตัวกันอย่างสวยงามเหมือนภาพวาดนะจ่ะ แม้จะเป็นภาพ abstract ก็เหอะ อย่าให้มันหม่นหมอง แค่นั้นก็เพียงพอ ี 11月26日 ดีจายยยกับผลสอบหุหุหุหุ หลั่นล้า อะ อะ อะ แฮ่ม
ในที่สุดมันก็คลอดออกมาแล้ว ผลสอบ DALF C1 ของเรา ซึ่งเครียดและลุ้นกับมันอยู่เป็นนานสองนาน จนกระทั่งเกิดอาการไม่สบาย อาทิเช่น อาหารไม่ย่อย ไข้จับ กินไม่ลง (แต่ก็ไม่ได้ผอมลงแต่อย่างใด)
ในที่สุดมันก็ออกมา แล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี ผ่านไปได้ด้วยดีในที่นี้ คือ ฉิวเฉียด เพราะจากเต็มร้อย เขาต้องการห้าสิบคะแนน เพื่อที่จะผ่านการทดสอบ ศุภวัฒน์ผ่านขั้นต่ำมา 8,5 คะแนน ช่ายฉันได้คะแนน 58,5/100 นั่นเอง ผ่านมานิดเดียวก็จริง แต่ก็ถือว่าผ่านน่ออออ ซึ่งสามารถแจงแจงคะแนนแต่ละทักษะได้ดังต่อไปนี้
ทักษะการฟัง - 14,5/25
ตอนสอบทักษะนี้น่ากลัวมากที่สุด สอบเป็นทักษะแรกเลย ถือเป็นการกระตุ้นความประหม่าในการสอบเป็นอย่างดี เนื่องจากถ้าใครสติไม่ดีจริง ก็จะกระเจิงกันตั้งแต่ตรงนี้เลยล่ะ เพราะความเร็วที่เขาพูดกันในเทปนั้น มันเร็วพระกาฬจริง ใครเคยฟังข่าวหรือสารคดีใน TV5 แล้วบอกว่าเร็ว คูณด้วย 1,5 - 2,0 ได้เลย นั่นแหละ แต่ผลปรากฏออกมาได้เกินครึ่ง (หุหุ) ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจทีเดียว เพราะตอนแรกคิดว่าฉันน่าจะทำคะแนนส่วนนี้ได้น้อย เนื่องจากใช้วิชาเดาวศาสตร์ไปถึงเกือบสี่สิบเปอร์เซนต์ทีเดียว แล้วก็ไม่มั่นใจอีกต่างหากว่าไอ้ที่ตอบ ๆ ไปเนี่ยมันจะถูกไหม เพราะว่าเราจับคำได้ไม่หมดทุกคำ
ทักษะการอ่าน - 8,5/25
ทักษะนี้สังเกตุได้ว่าคะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด ถ้าขาดไปประมาณสี่คะแนน ก็คือตกนั่นเอง เพราะว่า การจะผ่านได้นอกจากจะได้ 50 คะแนนขึ้นไปแล้ว ทุกทักษะต้องไม่น้อยกว่า 5 คะแนนด้วย ดังนั้นจึงเป็นการรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ตอนแรกคิดว่าน่าจะได้ดีกว่านี้ อยู่ประมาณสัก 12 - 14 คะแนน (กลับกลายเป็นว่าทักษะการฟังที่คิดว่าจะได้น้อยกลับได้เยอะซะงั้นหน่ะ) ด้วยเหตุดังนี้นับจากนี้คงจะต้องอ่านให้มากขึ้น ก่อนที่มันจะย่ำแย่ไปกว่านี้
ทักษะการเขียน - 19,5/25
ส่วนนี้เป็นส่วนที่รู้สึกเฉย ๆ คาดว่าน่าจะได้แค่ครึ่ง แต่มันได้ตั้งเยอะแหนะ พลิกความคาดหมายสุด ๆ แสดงว่าลีลาการเขียนของเราคงเป็นที่ต้องตาต้องใจกรรมการผู้ตรวจ (คนเดียวกับคนที่ขู่เราตอนไปสมัคร และคนที่เป็นกรรมการสอบเราตอนสอบทักษะการพูด - ถือว่าเป็นการลบคำสบประมาทแล้วกันนะ หึหึ)
ทักษะการพูด - 16/25
ทักษะนี้สอบเป็นทักษะสุดท้าย หลังจากที่สอบทักษะอื่น ๆ ผ่านมาแล้วห้าวัน เป็นทักษะที่ทำให้เกิดความกังวลและความพารานอยด์พอสมควร เนื่องจากมีการทิ้งช่วง ทักษะนี้ไม่คาดหวังอะไรสุด ๆ เพราะว่าตอนสอบก็โดนกรรมการคอมเมนต์มาซะเสียเซลฟ์ไปเลย คิดว่าคงได้ต่ำกว่าครึ่งแต่ไม่รู้จับพลัดจับผลูอย่างไรถึงมาได้กันตั้งเท่านี้ อาจจะเป็นเพราะลำดับการนำเสนอ ความเข้าใจประเด็นปัญหา และ การออกเสียงที่ดี ทำให้คะแนนไปชดเชยกับเรื่องที่โดนคอมเมนต์ นั่นก็คือเรื่อง ศัพท์ และ ไวยากรณ์
โดยรวมแล้วก็เนี่ยแหละ 58,5/100 ในที่สุดก็ได้ DALF C1 มาอยู่ในมือ ทีนี้พอไปเรียนต่อก็จะได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องทดสอบวัดระดับภาษาก่อนเข้าเรียน ไม่ต้องเทคคอร์สซ้ำ โล่งใจไปหนึ่งเปลาะ
กฏหมายฝรั่งเศส กำหนดไว้ว่า นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาในประเทศฝรั่งเศส จะต้องผ่านการทดสอบวัดระดับภาษาก่อนเข้าเรียน โดยให้อยู่ในระดับที่เป็นที่พอใจและเพียงพอสำหรับการศึกษาในสาขาวิชานั้น ๆ กรณียกเว้นที่ไม่ต้องสอบ ก็เช่น
ดูแต่ละข้อสิ ไม่ไหวนะ แต่ข้อที่เราพอทำไหว ก็ได้ทำไปแร้นนน
การเรียนต่ออยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านี้เอ้งงง สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณ พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ พี่ ๆ และ น้อง ๆ ทุกคน สำหรับกำลังใจที่หยิบยื่นให้ ขอบอกว่ารักทุกคนมากมาย จุ๊บ ๆ 11月10日 อนาคตของฉัน Mon devenirเมื่ออ่านหัวข้อที่จั่วไว้แล้ว ฟังแล้วเหมือนหัวข้อเรียงความสมัยประถม มาก ๆ
En lisant le sujet, vous pensez peut-être à la composition que l'on devait écrire à l'école primaire.
ใช่ มันเป็นคำถามที่ใครทุกคนก็ต้องเจอในชีวิตของตัวเอง
Exactement, c'est une question à laquelle tous doivent faire face dans la vie.
เป็นคำถามที่ต้องตอบไว้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตเบื้องหน้า
C'est une question dont la réponse sert comme le guide de notre vie.
แต่...เมื่อไรที่เราเจอปัญหาเวลาที่ดำเนินชีวิตตามคำตอบที่ได้วาดไว้
Mais... quand le problème s'impose contre la réponse.
คำถามนี้มันก็จะกลับมาหาเรา ให้เราตอบอีกครั้ง
Cette question retourne à nous pour être à nouveau répondue.
จริง ๆ แล้วตัวฉันเองก็ได้ตอบคำถามนี้ไว้ในใจมานานแล้วแหละ
En fait, j'y avais déjà répondu depuis longtemps.
แล้วก็พยายามเดินตามคำตอบที่ตัวเองได้เขียนไว้ในใจมาตลอด
Et j'ai toujours tenu à la réponse que j'avais donné.
แต่.... ตอนนี้มีความรู้สึกว่า ฉันอาจจะไม่สามารถทำตามคำตอบได้
Mais... je me sens que je ne parviendrais pas à la suivre.
และคำถามนั้นมันก็กลับมาอีกครั้ง เพื่อให้ตอบ
Et maintenant la question retourne, s'impose et reste à répondre.
ซึ่งก็อยากจะบอกว่าคราวนี้ฉันรู้สึกไม่มั่นใจเท่าไรที่จะตอบคำถามนี้
Cette fois, j'aimerais dire que je n'ai pas assez de confiance d'y répondre.
การตอบครั้งใหม่มันอาจจะเป็นการพลิกคำตอบที่เคยให้ไว้เลยก็ได้
La nouvelle réponse bouleverserait celle que j'avais déjà proposé.
คุณ ๆ เคยต้องตอบคำถามใหม่กันบ้างไหม
Est-ce que vous avez jamais répondre à nouveau la question?
แล้วคุณ ๆ ทำกันอย่างไรบ้าง
Et comment vous y faîtes face?
11月4日 ไปสอบมาแล้วเมื่อวานไปสอบมาอีกระดับนึงแล้ว (นี่สรุปว่าบล็อกฉันจะเอาไว้มีบอกเรื่องราวเกี่ยวกับการสอบใช่ไหมเนี่ย) ท่าทางจะใช่ แต่ก็เถิดเจ้าของบล็อกย่อมทำอะไรก็ได้ บล็อกฉันนี่นา จะเล่าซะอย่าง การสอบเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่นรกจริง ๆ บอกตามตรงนะ ในชีวิตการเรียนภาษาฝรั่งเศสที่ผ่านมาทั้งหมดตั้งแต่ม.ปลายจรดปีสี่เนี่ย ไม่เคยมีอะไรยากเท่าการสอบที่ผ่านมาเมื่อวานมากที่สุด เป็นการสอบที่ฉันรู้สึกเซ็งและหงุดหงิดกับสิงที่ได้ทำลงไปมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะทำทันก็ตาม แต่คุณภาพก็ไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้ ตอนนี้ศุภวัฒน์ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรไว้แล้ว ถ้าตกก็จะไม่เสียใจอันใดเลย (กัดฟันพูดสุดฤทธิ์) ถ้าไม่ผ่านคราวนี้ก็คงจะต้องไปลงคอร์สเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบ แล้วก็รอสอบใหม่เดือนกุมภาพันธ์ แต่ศุภวัฒน์ก็คงไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น (ทุกคนก็คงคิดอย่างนั้นเหมือนกัน) เพราะใคร ๆ ก็อยากสอบให้ผ่านใช่ไหมล่ะ ตกแล้ว สอบแล้ว สอบอีก มันก็ไม่น่าพิศมัยเท่าไร ชีวิตก็คงจะเครียดตายกันพอดี เพราะมัวแต่สอบ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อยู่นั่นนะแหละ แต่ถ้าผ่านเนี่ยก็จะกลายเป็นคนแรกของประเทศไทยทีเดียวที่สอบผ่านระดับนี้ เพราะมันยังไม่มีใครสอบผ่านเลยแม้แต่คนเดียว คนที่มาสอบด้วยกันก็เคยสอบไม่ผ่านมาแล้ว (แต่เขาก็เป็นรุ่นน้องอะนะ ภาษาอาจจะยังพัฒนาไม่เต็มที่ก็ได้) แต่ก็เถอะ มาช่วยกันลุ้นติดตามผลก็แล้วกันนะ ผลจะออกก่อนวันคริสตมาส มาดูกันซิว่าจะได้ผลสอบผ่านเป็นของขวัญวันคริสตมาส หรือจะได้ความเซ็งและความนอยมาเป็นของขวัญแทน 9月20日 ปัดฝุ่น ๆ ๆ ๆ ๆ(ฟู่ ฟู่) (กึก กัก กึก กัก)
(ฟู่ ฟู่)
(ปุ่ก ปุ่ก ปุ่ก)
(กึก กัก กึก กัก)
ทุกคนไม่ต้องตกในว่าศุภวัฒน์พิมพ์บ้าบอไร้สาระอะไร นั่นคือเสียงปัดและเคาะฝุ่นออกจากบล็อกที่โดนฝุ่นเกาะเขรอะมาเป็นเวลาเกือบถึงสองเดือนเต็มที่เดียว
ไม่น่าเชื่อเนาะว่าเดือนนึงนี่มันจะผ่านไปได้เร็วขนาดนี้ ตอนนี้ศิษย์ทั้งหลายในอาณัติก็อยู่ในช่วงสอบกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนทีรร.สาธิตฯ น้องอายที่รร.เตรียม (ซึ่งต่างก็สอบไล่กัน) แล้วก็คุณชายโจ้ (นักเรียนทุนกพ.) ก็สอบเหมือนกัน แต่รายนั้นอลังกว่าสอบไล่ เพราะเขาเรียนจบแล้ว เขากำลังจะขึ้นสอบเนฯ ไอ้เราจะไปดันทุรังสอนก็คงไม่ใช่เรื่อง ปล่อย ๆ ให้เขาอ่านหนังสือเพื่อเต็มที่กับการสอบดีกว่า จริงมะ
แต่วันนี้เรื่องที่อัดอั้นตันใจสุดฤทธิ์จนต้องมาปัดฝุ่นบล็อกเพื่อปลดปล่อยก็ คือ การสอบไล่ของเด็กที่รร.ฉันเอง
วันนี้เป็นการสอบวิชาภาษาฝรั่งเศสหลักในหัวข้อไวยากรณ์ ซึ่งฉันเป็นคนรับผิดชอบการออกข้อสอบเอง (ข้อสอบรร.ชุดแรกในชีวิต ซึ่ง โดนให้แก้รอบนึงเพราะยากไปสำหรับเด็ก) สอบเรื่องเดียวให้เวลาประมาณสามสิบนาที ข้อสอบมีหนึ่งหน้ากระดาษ โจทย์ก็เหมือนข้อสอบภาษาฝรั่งเศสทั่วไปที่จะต้อง กระจายกริยา เลือกคำตอบที่ถูกต้อง ให้แต่งประโยคตามโครงสร้างที่ถูกต้อง ฟัง ๆ ดูก็ไม่น่าจะยากอะไรมากมายใช่มะ ปรากฏว่าสอบเสร็จเอามาตรวจ ก็เกิดอาการสับสนในตัวเองขึ้นมาทันที
เนื่องจากว่า เด็กทั้งหมดเก้าคน สอบผ่านห้าคน ที่เหลือต่ำกว่าครึ่ง แต่ก็มีคนทำได้เต็ม โดยไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ให้โต้แย้งได้ จะหักไว้สักครึ่งคะแนนพอเป็นพิธีก็ไม่รู้จะหักไง
มันทำให้สับสน เพราะว่า ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันสอนดี หรือ ไม่ดี (เพราะมีทั้งคนที่เข้าใจอย่างรุนแรง และ คนที่ไม่เข้าใจอะไรสักเท่าไร) หรือว่าฉันสอนดีแล้ว แต่เด็กเองที่ทำให้เกิดอะไรแบบนี้
(ฉันก็ไม่อยากจะไปโทษเด็กอะไร เพราะมันก็ไม่ดีจริง ๆ ใช่ไหมล่ะ ที่จะโทษคนอื่นก่อนโทษตัวเอง ถ้าเราทำอะไรผิดไปจริง ๆ) ใครสามารถวิเคราะห์ได้ก็ช่วยฉันหน่อยแล้วกันนะ งง สับสน สุด ๆ
นั่นก็เรื่องอะไรที่ประหลาดประหลีที่สุดที่เจอมาในรอบเดือนแล้วล่ะ นอกจากนั้นชีวิตฉันก็ยังเรื่อย ๆ ตามประสาครูบาอาจารย์ (ไม่ประจำที่) คนนึง เรื่อย ๆ นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าว่างนะ เพราะมันก็มีอะไรให้ทำปกิณกะตะติ๊มากมาย ตั้งแต่อ่านหนังสือเตรียมตัวสอนเอย วางแผนการสอนเอย เตรียมเอกสารเอย ตรวจการบ้านเอย ทำใจเอย (เมื่อเด็กทำ test หรือ quiz ได้ไม่ดี) ฯลฯ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็ล้วนเกี่ยวกับการสอนทั้งน้านนนน แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่มีเรื่องอืน ๆ ให้ทำไม่ ศุภวัฒน์ก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนเดือนมีนาคมปีหน้าสองสิ่งด้วยกัน
๑. หาหัวข้อวิทยานิพนธ์ป.โทสำหรับแนบไปกับใบสมัครเรียนป.โทที่ฝรั่งเศส
๒. สอบวัดระดับภาษาฝรั่งเศสให้ได้ระดับ C1
จริง ๆ ฉันผ่าน B2 มาแล้ว แต่ก็ยังไม่พอหล่ะ ก็เลยสมัครสอบไปอีก โคตรกลัวเลย นี่ต้นเดือนพฤศจิกายนก็จะสอบอีกรอบแล้ว ดังนั้นตลอดเดือนตุลาคมนี้ ศุภวัฒน์ก็คงจะห่างจากหนังสือ และสื่อภาษาฝรั่งเศสในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ได้ แล้วถ้าเข้าห้องสอบแล้วเป็นอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังกันอีกทีนะ คราวนี้อาจจะ freak มากกว่าคราวก่อน โปรดระวังเมื่อติดต่อนะถามอารมณ์ก่อนก็ดีว่าอยู่ประมาณไหน ไม่งั้นอาจได้เจอระเบิดไนโตรเจนเหลว หรือไม่ก็นิวเคลียร์ขนาดย่อม (หึหึหึ)
ไว้มีอะไรแล้วจะมาบอกเล่าเก้าสิบเนาะ
คิดถึงทุกคนมากมาย อยากกลับไปเรียนป.ตรีว่ะ
แล้วก็ขอขอบคุณสำหรับคำแสดงความยินดีที่สอบผ่านจากทุกท่านนะฮะ
7月27日 ออกแล้วออกแล้วคับพี่น้อง ออกแล้วววว อออกแล้วววว
ไม่ต้องสงสัยว่าศุภวัฒน์มาตีฆ้องร้องป่าวอะไรแถวนี้ ไม่ใช่จะเรียกให้ขึ้นรถเพราะจะออกรถ ไม่ใช่คลอดลูก ไม่ใช่ลาออก ไม่ใช่หวยออก ไม่ใช่ทั้งนั้นเลยหล่ะ
ที่ออกก็คือผลสอบบบบบบบบ ผลสอบบบบบบบบบบ ผลสอบบบบบบบบบบบ ใช่แล้ว ผลสอบ DELF นั่นเอง ที่ศุภวัฒน์อุทิศบล็อกให้ถึงสองครั้งสองคราทีเดียว ถ้าใครยังไม่อัพทูเดท ก็กรุณาคลิกถอยกลับไปอ่านสักนิด จะเป็นพระคุณอย่างสูง
มาถึงจุดนี้หลายคนก็คงเดาจากน้ำเสียงได้แล้ว ว่าศุภวัฒน์นั้น สอบผ่าน หุหุหุหุหุหุหุหุหุหุหุหุ กรี๊ดดดดดดดดดดดดด
แต่มันไม่ใช่แค่การสอบผ่านธรรมดานะพี่น้องงง เพราะว่า ได้คะแนน 81 เต็ม 100 เป็นบุคคลหนึ่งในหกคนจากสิบสามคนที่เข้าสอบ และที่สำคัญเป็นบุคคลที่ได้คะแนนสูงสูดในระดับ B2 ในการสอบรุ่นที่ 2 ปี 2007 (น่าภูมิใจ ไม่เสียชื่อที่จบอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาฝรั่งเศส จริงไหม) โดยสรุปก็ไม่เสียจริตนะจ้า (ดีใจ)
ที่น่าดีใจกว่านั้น จาก 81 คะแนนสามารถแจกแจงได้ดังนี้ (ทักษะละ 25 คะแนน รวมกันเป็น 100)
ทักษะที่ 1 การฟัง 18/25 รวม 18
ทักษะที่ 2 การอ่าน 17/25 รวม 35
ทักษะที่ 3 การเขียน 21/25 รวม 56
ณ จุดนี้ได้แล้ว 56 แล้วชิมิ เหลืออีกหนึ่งทักษะ ฉันได้ 81 เพราะฉะนั้นยังขาดอีก 81-56 = 25 กับอีกหนึ่งทักษะ
ใช่แล้วววว ในทักษะที่ 4 การพูดฉันสอบได้
25/25
ตาไม่ฝาดแน่คับพี่น้อง ย้อนกลับไปดูได้
ดีใจเจ็ง ๆ ในที่สุดจากความวิตกกังวลอย่างสูงสุด กลับมาสูงความสบายใจอย่างยิ่งยวด เท่านี้สำหรับการสอบภาษาก็เหลือเพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้นแหละ DALF C1 จ๋า ปีหน้าเจอกันนน
และขอแสดงความยินดีกับ เมธาวี ด้วยที่สอบผ่าน (เป็นเพียงเด็กอักษรเอกฝรั่งเศสสองคนในรุ่นที่บากหน้าไปสอบแล้วก็ผ่านกันอย่างสวยงาม อย่างน้อยคณะเราก็ไม่เสียชื่อแล้วล่ะ ไชโย)
7月21日 กลับสู่ห้องเรียนอ่านหัวเรื่องแล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่ากลับไปที่ไหน หลาย ๆ คนก็คงรู้แล้วล่ะ ถูกต้อง!!!!! การเรียนที่ Alliance Française นั่นเอง หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม "ฉัน" ผู้ซึ่งเรียนจบเอกภาษาฝรั่งเศส จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังต้องไปนั่งเรียนอะไรที่ Alliance Française อีก ทั้ง ๆ ที่ก็เรียนมามากจนพอจะใช้ภาษาหากินในชีวิตประจำวันได้แล้ว คำตอบง่าย ๆ ใครก็เป็น คนที่เรียนภาษาหน่ะ ฟังไว้ดี ๆ นะ ก็เพราะว่ามัน "ลืม" นะสิ จริงไม่จริง? พนันกันได้เลย ใครที่เรียนภาษา (ยกเว้นกรณีของภาษาไทยและคนที่ใช้ภาษานั้นเป็นภาษาแม่นะ) แล้วไม่ได้ใช้ภาษานั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ มันพูดได้ไม่คล่องเหมือนตอนเรียนหรอก เพราะมันจะค่อย ๆ เลือน ๆ ไป ตามลำดับจากที่ได้เรียนรู้ล่าสุด ไปยังที่ได้เรียนรู้มาแรกสุด (ตามทฤษฏีการสูญภาษา) ก็จริงอยู่ที่ฉัีนยังได้ฟัง ได้อ่านภาษาฝรั่งเศสอยู่เรื่อย ๆ แต่ทักษะเรื่องการพูดเนี่ยมันก็ไม่มีใครจะให้ฝึกด้วยเท่าไร การเขียนก็เช่นกัน ไอ้ครั้นจะให้นั่งพูดคนเดียวมันก็ใช่เรื่อง ไอ้การจะเขียนมันก็ต้องเขียนให้คนอ่าน (เหมือนที่ฉันนั่งเขียนอยู่เนี่ย ฉันแน่ในว่าคุณ ๆ ก็ต้องอ่านจริงมะ ไม่งั้นฉันจะเขียนไปทำไม) ภาษาหน่ะมันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร จะให้ครบระบบก็ต้องมี ผู้ส่งสาร ผู้รับสาร สาร สื่อ และการโต้ตอบระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร ถึงจะนับเป็นการสื่อสารที่ดี ดังนั้นเพื่อหาองค์ประกอบที่ขาดหายไป (นั่นคือผู้รับสาร และการโต้ตอบ) ฉันก็เลยตัดสินใจไปสมัครเรียนที่ Alliance เนี่ยแหละ เสียตังค์หน่อย แต่็ก็เอาวะ อย่างน้อยก็ไม่ลืมอะไรที่ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก แต่สามารถหายไปได้ง่าย ๆ เมื่อวานเป็นวันเรียนวันแรก ในใจฉันก็นึกว่าคนที่จะมานั่งเรียนด้วยส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่น ๆ เดียวกัน พอเข้าห้องไปปั๊ป นี่ฉันหลงยุคหรือเปล่า ในห้องมีแต่ลุงป้าน้าอา ซึ่งอายุห่างจากฉันสิบปีขึ้นไปทั้งนั้น แต่ก็เอาเถอะ การเรียนมันไม่มีอายุจำกัด คนเราอยากจะเรียนเมื่อไรก็ได้ (แต่ถ้าได้คนอายุใกล้กันเป็นเพื่อนร่วมห้องสักหน่อยก็จะดี ยังไงก็เอาเถอะลองเรียนรวมกับผู้ใหญ่ดูบ้างจะเสียหายอันใด เพราะทุกคนก็ไม่ได้หน้าตาดุดัน ทุกคนล้วนดูใจดี และเป็นมิตร บางคนหน้าคล้ายอาจารย์ที่มหาลัยเหอะ ไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกันหรือเปล่า) การเรียนวันแรกไม่ได้มีอะไรมากมายเลย ก็แค่นั่งถอดเนื้อเพลง แล้วก็พูดกันเล็กน้อยเรื่องค่านิยม ซึ่งก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมาก แค่แลกเปลี่ยนความคิดเท่านั้นเอง ดูไปดูมาแล้วท่าทางจะไม่ได้เรียนอะไรเพิ่มเติมมากมายในแง่ของภาษา เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เรียนไปหมดแล้ว T-T ที่เหลือก็คงแค่ใช้ให้มันคล่องเท่านั้นแหล่ะ (ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันต้องการ แต่ถ้ามันได้อะไรมากกว่านั้นก็ดี จริงมะ เสียตังค์มาเรียนนี่หว่า) แต่ขอบอกจริง ๆ นะว่านั่งเรียนแบบนี้แล้ว มันก็ไม่เหมือนตอนเรียนในโรงเรียน หรือมหาลัย ความรู้สึกมันคนละเรื่องกันเลย "การกลับสู่ห้องเรียน" ที่อยากให้เป็น คงจะไม่มีอีกแล้ว มันก็เป็นแค่คำใช้ปลอบใจคนที่ยังคงอยากเรียนไปเรื่อย ๆ เท่านั้นล่ะ T-T จริงมะ?? 7月19日 เดือนนึงที่หายไปเกือบหนึ่งเดือนแล้วชิมิที่ศุภวัฒน์ไม่ได้มาเหยียบสเปซเลย
หลาย ๆ คนก็คงจะทราบสาเหตุกันดีว่าทำไมศุภวัฒน์ไม่ได้เข้ามาเนื่องจาก
1. ฉันวุ่นวายกับงานรับพระราชทานปริญญาพอสมควร ขอบอกว่าเป็นช่วงที่เจอผู้คนเยอะแยกมาก ทั้งทีมาที่งานโดยตรง และทั้งที่ฉันต้องตามไปหาถึงที่ในหลาย ๆ ที่ (แต่ฉันก็ดีใจนะ อย่างน้อยก็รู้ว่ายังมีคนรักและคิดถึงเรา และก็ขอขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่มาแสดงความยินดี ถ้าถึงตาคุณ ๆ เมื่อไร ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ฉันก็จะไปแสดงความยินดีกับคุณ ๆ บ้างนะ)
2. ตอนนี้ฉันกำลังรับงาน Freelance ของอาจารย์ที่รร.เก่าอยู่ แต่เป็นงานที่ไม่ได้อยู่บ้านเท่าไร เพราะต้องออกมาพบอาจารย์บ่อย ๆ เพื่อตรวจแก้งานวิจัยด้วยกัน พอตรวจแก้เสร็จ ฉันก็ต้องหอบงานกลับบ้านมาพืมพ์ แก้ จัดหน้า หารูปประกอบ แทบจะเรียกได้เลยว่าเป็นผู้ช่วยวิจัยย่อม ๆ คนหนึ่ง แต่อาจารย์แกเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีเลยล่ะ ไม่ต้องห่วงว่าจะผอมลง รังมีแต่จะอ้วนขึ้นซึ่งก็ไม่ควรชิมิ
3. นอกจากจะรับ Freelance แล้วก็ยังมีงานสอนภาษาฝรั่งเศส ทั้งสอนในห้องเรียนที่รร.สาธิตรามฯ เป็นครั้งคราวตามที่ได้รับมอบหมายให้เข้าสอนแทน ทั้งสอนพิเศษตามที่ต่าง ๆ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีภาระเพิ่มมาอีกอย่างคือต้องไปเรียนที่ Alliance Française เพื่อไม่ให้ลืมว่าภาษาฝรั่งเศสมันพูดกันอย่างไร ไม่งั้นจะเสียชื่อบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขาภาษาฝรั่งเศส หมด (จริงมะ)
4. สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่เป็นผลมาจากสามข้อข้างต้น คือ ไม่มีเวลา เหนื่อย และขี้เกียจ ซึ่งฉันก็ว่าใคร ๆ ก็เป็นแหละนะ ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว จริงมะล่ะ เพราะฉันก็ไม่ค่อยเห็นใครจะมาอัพสเปซกันได้บ่อย ๆ ทุกสัปดาห์เหมือนที่ฉันทำได้ช่วงแรก ๆ
สรุปจากสี่ข้อข้างต้น ตอนนี้ก็ขอแก้ไขจากเดิมที่ว่าไว้ในครั้งแรก ๆ ว่าจะอัพสเปซทุกสัปดาห์ เป็นอัพสเปชรายปักษ์ก็แล้วกันนะ (ในที่สุดก็ตระบัดสัตย์จนได้สิน่า แต่เอาเหอะสเปซฉัน ไม่มีใครทำอะไรได้อยู่แล้ว หึหึ)
ถ้าศุภวัฒน์มีข่าวคราวอะไรไหมเราก็จะเอามาใส่ไว้ในนี้ให้ได้อ่านกันเหมือนเดิม จะได้รู้กันไปว่าศุภวัฒน์นั้นมีชีวิต และทำอะไรอยู่หนไหน หรือมีอะไรอยากจะมาบอกกล่าวให้ฟัง ยังไงก็ขอเชิญแวะเข้ามาบ่อย ๆ นะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง จะได้รู้ว่าเรายังติดต่อกันได้อยู่ อย่างน้อยก็ผ่านทางสเปซนี้ หรือไม่ถ้าอยากมาหา ฉันก็อยู่รร.สาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหงนี่แหละ อาคาร DS3 ชั้นสาม ขึ้นมาเลี้ยวซ้าย ประตูที่ 4 ห้องปฏิบัติการภาษาฝรั่งเศส ขอเชิญได้นะจ้า ปล.1 สำหรับคนที่อยากได้รูปวันรับปริญญา ตอนนี้ฉันได้รูปมาอยู่ในมือ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะส่งให้แบบไหนดี ขอคิดดูก่อนเน้อ ปล.2 สำหรับคนที่อยากรู้ผลสอบภาษาฝรั่งเศส อดใจรอเป็นเพื่อนฉันนิดนึงนะ อีกประมาณสัปดาห์นึงผลก็จะออกแล้วล่ะ เดี๋ยวเรามารอดูว่าฉันจะได้ดีใจ หรือจะเสียจริต 6月26日 La crise d'examen allégéeBon! finalement, je suis là pour mettre à jour mon espace personnelle.
ในที่สุด ก็ว่างมาอัพบล็อกสักที
La semaine dernière est vraiment un chao. J'avais plein de choses à faire : funérailles de mon enseignant de musique, observation de la classe de français à l'ancienne école, la répét. de la cérémonie de la remise du diplôme, la prise de photo à l'université etc etc.
สัปดาห์ที่แล้วเป็นสัปดาห์ที่วุ่นวายมาก มีอะไรให้ทำก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด ไล่ไปตั้งแต่งานศพอาจารย์สอนดนตรีที่รร.เก่า ไปนั่งดูอาจารย์ที่รร.เก่าสอน ไปซ้อมรับปริญญา ไปถ่ายรูป ฯลฯ ฯลฯ
Comme je vous ai promis de raconter ce qui est passé dans l'examen oral. La voilà.
แต่อย่างที่สัญญาไว้ว่าจะมาเล่าเรื่องที่ไปสอบมา ก็จะมาเล่าให้ฟังแล้วละ เรื่องมีดังนี้
Le jour de l'examen était le même jour que la cérémonie de Waï Khru à la fac de lettres. Alors, je suis allé d'abord à la fac pour rencontrer des camarades et des profs pour gagner de courage et des voeux. Et j'étais là jusqu'à environs 15h45 pour atteindre l'Alliance Française avant l'heure de passage qui était prévu à 16h30.
วันที่สอบเนี่ยมันเป็นวันเดียวกับวันไหว้ครู ก็เลยแว้บเข้าไปที่คณะก่อนเพื่อไปเจอเพื่อน ๆ และอาจารย์ ประมาณว่าไปรับพรและไปหากำลังใจ เหอะ ๆ ๆ แล้วก็อยู่นั่นจนสามสี่สิบห้านะแหละ ถึงจะออกไปที่สมาคมฯ เพื่อไปให้ทันเวลาเข้าสอบตอนสี่โมงครึ่ง
L'examen oral dure normalement 50 minutes : 30 minutes pour la préparation et 20 minutes pour la présentation ainsi que le débat défensif. La procédure est ainsi. Il y a 12 sujets pour la présentation. Le candidat doit en tirer au sort 2, puis, choisit l'un entre les deux qui lui va et prépare la présentation argumentée sur le problématique tirer de texte déclencheur et hop! présenter.
การสอบพูดเนี่ยใช้เวลารวมห้าสิบนาที แบ่งเป็น สามสิบนาทีสำหรับเตรียมตัว และยี่สิบนาทีสำหรับนำเสนอและ defense ความคิดของตัวเอง ขั้นตอนมีดังนี้ หัวข้อมีทั้งหมดสิบสองหัวข้อ ต้องจับฉลากมาสองอันก่อน แล้วค่อยเลือกอันใดอันหนึ่งที่น่าจะทำได้ แล้วก็เตรียมตัวโดยดึงหาประเด็นปัญหาจากหัวข้อที่ได้มา แล้วไปนำเสนอ
Et c'était vraiment la chance pour moi. J'ai eu le sujet qui traîte de "la simplification de l'orthographie en langue française : faut-il le faire?" Vous voyez c'est la chance!!!! J'ai fait mon meilleur devant le jury jusqu'à ce qu'elle n'eût rien à me questionner. J'espère que cela va m'aider à rattragper le point que j'aurais échoué à l'examen écrit.
อยากจะบอกจริง ๆ ว่าการสอบคราวนี้โชคดีมาก เพราะว่าได้หัวข้อที่เข้าทาง "เราควรแก้ไขระบบตัวสะกดในภาษาฝรั่งเศสให้ง่ายลงหรือไม่" เห็นไหมมันเป็นเรื่องของโชคดวงจริง ๆ ศุภวัฒน์ก็ใส่เต็มที่เลยจนกระทั่งกรรมการคุมสอบไม่สามารถจะโต้แย้งอะไรได้ เหอะ ๆ ๆ หวังว่ามันจะช่วยกอบกู้คะแนนที่เสียไปกับการสอบเขียนกลับมาได้บ้าง
J'aimerais remercier Aj.Namtip, Aj.Kingkarn et Aj.Pranee qui m'ont enseigner la linguistique historique. Parce que c'étais grâce à leurs cours que j'ai tiré les arguments pour la présentation. Je leur remercie mille fois.
ณ ที่นี้ ศุภวัฒน์อยากจะขอบคุณอ.น้ำทิพย์ อ.กิ่งกาญจน์ และอ.ปราณีที่ได้สอนภาษาศาสตร์เชิงประวัติให้ เพราะว่าศุภวัฒน์ก็ดึงเอาข้อโต้แย้งถกเถียงในเรื่องการแก้ไขตัวเขียนที่ได้เรียนมา มาใช้ในการนำเสนอเนี่ยแหละ ขอกราบงาม ๆ หลาย ๆ ที
Le résultat va sortir bientôt dans un mois, c'est-à-dire dans le mois de juillet. Je vous dirai mon résultat plus tard.
สำหรับผลสอบนั้นก็จะทราบภายในเดือนกรกฏาคม แล้วเดี๋ยวยังไงจะมาบอกกล่าวผลให้ทราบกันอีกทีจ้า
6月13日 La crise d'examen
Mais à l'instant je suis vraiment ennuyeux, tellement ennuyeux!!! De quoi? De mes examens de DELF. DELF, c'est un acronyme pour "Diplôme d'étude en langue française". C'est presque comme le TOEFL de l'anglais, mais il existe la division en 4 niveaux, A1 A2 B1 B2. On peut se présenter librement à n'importe quel niveau selon son estimation de soi. แต่ตอนนี้กำลังหงุดหงิดพอสมควร และหงุดหงิดมาก เพราะอะไรนะเหรอ เพราะการสอบ DELF มันเป็นการสอบใบประกาศภาษาฝรั่งเศสหน่ะ คล้าย ๆ กับโทเฟลนะแหละ แต่มันแยกเป็นสี่ระดับ A1 A2 B1 B2 อยากสอบระดับไหน ก็สมัครไปตามที่คาดว่าตัวเองจะทำได้ อย่างที่รู้กันว่าเรียนจบถึงอักษรจุฬาฯ ด้านภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศส ก็ต้องสมัครระดับสูงสูดคือ B2 Les examens sont vraiment dûrs. Après avoir passé, le samedi dernier (le 9 juin), les épreuves dans trois compétences : compréhension orale, compréhension écrite et expression écrite, je pense que ça serait un échec pour moi. Même si je savait quoi faire mais je n'avais pas assez de temps pour accomplir ce que j'ai eu à faire devant moi. พอเข้าไปสอบเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (9) ปรากฏว่ายากมากก สอบสามทักษะ คือ ฟัง อ่าน และ เขียน ยอมรับว่าพลาดจริง ๆ ถึงแม้ว่ารู้ว่าจะต้องทำอะไรยังไง แต่เวลามันน้อยมากจนทำไม่ทัน ตอนนี้นี่รู้สึกเหมือนกับชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายสุดฤทธิ์ อาจจะตก หรืออาจจะรอด แต่ดูท่าทางจะไม่รอดเสียมากกว่า สำหรับการสอบฟังมันก็โอเคอยู่หรอก เพราะมันมีกรอบเวลาจำกัด (เพราะมันใช้เทปที่อัดไว้) ก็ไม่มีอะไร เว้นแต่ว่าบทความที่ได้ฟังอันแรก เร็ว ๆ ๆ ๆ ๆ ได้อีก และก็ได้ฟังแค่ครั้งเดียว สติหลุด ทำให้นอยได้นิดนึง แต่ที่ไม่ไหว้แล้วคืออ่านกับเขียน ทำไมนะรึ? ก็มีแค่สองชั่วโมงนี่หว่าสำหรับทำหน่ะ ต้องตอบคำถามมากมายหลายสิ่งจากตัวบทสองตัวบท ความยาวประมาณตัวบทละห้าถึงหกร้อยคำ แล้วเนื้อหาก็ซับซ้อนสุด ๆ แถมยังต้องเขียนเรียงความประมาณหน้าครึ่งเน้นความคิดและการให้เหตุผล เยอะมากสำหรับสองชั่วโมง แม้แต่การสอบ TEF หรือ TCF เขายังได้เวลาสอบอย่างน้อยตั้งสองชั่วโมงครึ่งหรือไม่ก็สามสำหรับส่วนนี้ ไม่แฟร์เรยยย Demain (le 14 juin) je vais passer l'épreuve de l'expression orale qui consiste d'un monologue suivi sur le thème tiré du document déclencheur et d'une soutenance de mon point de vue dans le monologue. พรุ่งนี้ (14) จะไปสอบพูดและ ต้องพูดแสดงความคิดเห็นจากหัวข้อที่จับฉลากได้และทำ discussion จากการนำเสนอ แล้วไว้สอบเสร็จจะมาบอกอย่างรวดเร็วว่า เป็นไงบ้าง หวังว่าไปสอบพูดคงจะช่วยกู้คะแนนมาได้บ้าง ถ้าไม่ผ่านนะก็คงต้องไปเรียนเพิ่ม ถ้าผ่านก็จะได้เตรียมสอบ DALF (ระดับที่สูงกว่า สำหรับใช้สมัครเรียนมหาวิทยาลัย) 5月20日 สมุดไทดำทำฤทธิ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้ไปช่วยคุณหญิงลดารัตน์ค้นคว้าเอกสารที่หอสมุดแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยค้นคว้า
เอกสารนั้นเกี่ยวกับกระบวนแห่เนื่องในงานพิธิโล้ชิงช้าในสมัยก่อน และแน่นอนด้วยความเก่าขนาดนี้ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเป็นเอกสารโบราณ และก็เป็นถึงสมุดไทดำทีเดียว (ที่เป็นกระดาษพับไปพับมาหลาย ๆ ทบหน่ะ แล้วเป็นกระดาษสีดำแล้วเขียนด้วยแท่งอะไรก็ไม่ทราบสีขาว ๆ เงิน ๆ) นั่นล่ะ
สมุดไทดำที่ได้อ่านนั้นเขียนในปี ร.ศ. ๑๑๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื้อหาของสมุดไทว่าด้วยการจัดริ้วกระบวนแห่พระยายืนชิงช้าของปีนั้น หน้าที่ของศุภวัฒน์คือจัดการถ่ายรูปแบบริ้วกระบวนจากสมุดไทดำพับนั้นลงโปรแกรม excel (ค้นพบว่าสมุดไทเจ๋งกว่า excel เหอะ เพราะว่าทำไปได้เพียงส่วนหนึ่ง ก็สุดหน้าทางด้านข้างของ excel เสียแล้ว)
นั่งทำไปนั่งทำมาเวลาผ่านไปเร็วมาก พับสมุดไทที่หนาเอาเรื่องก็ค่อย ๆ บางลง ๆ จากตอนแรกคิดว่าจะทำไม่เสร็จ ใจมันก็ชื้นขึ้นมาทีเดียว พอมาถึงอีกครึ่งชม.ที่เหลือก็เร่งทำเพื่อให้จบ พอเสร็จปุ๊ปก็ดีใจยกใหญ่ โอ๊ยยย เสร็จแล้ววว (เพราะมันเยอะจริง ๆ) หลังจากนั้นก็ตรวจทานที่พิมพ์ไปกับต้นฉบับเราก็พลิก ๆ สมุดไทกลับไปกลับมา แล้วก็ค้นพบว่า.....
มันยังเหลืออีกด้านนึงหง่ะ T-T หมายความว่าฉันนั่งทำมาสามชม.นี่ทำไปได้แค่ครึ่งเดียวเองใช่หมายยยย คำตอบคือ ใช่ แทบจะร้องให้ลั่นห้องจารึกและตัวเขียน ดังนั้นวันจันทร์ศุภวัฒน์ก็ต้องกลับมาทำอีกครึ่งนึงทีเหลือ
แต่คราวนี้ก่อนทำคงต้องกราบงาม ๆ ก่อนหนึ่งที เพราะคืนวันศุกร์นั้นศุภวัฒน์นอนไม่สบายเลย เนื่องจากไข้ขึ้น ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากสมุดไทรึเปล่า T-T 5月13日 ชั่วโมงแรกของวันนี้ (13 พ.ค.)(หมายเหตุอันนี้เป็นบทความเฉพาะกิจของสุดสัปดาห์นี้เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ส่วนตัว ผู้ที่สนใจสามารถอ่านได้ ส่วนที่ผู้ที่สนใจจะอ่านเฉพาะเนื้อหาปกติประจำสุดสัปดาห์นี้ขอให้เลื่อนลงไปข้างล่างได้เลย)
คงเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อคืนวันที่ 12 พ.ค. ศุภวัฒน์ได้ออกไปทานข้าวนอกบ้านกับเพื่อน ๆ มา
ในขณะที่คนอื่นเขาไปเที่ยวต่อกันนั้น ศุภวัฒน์ และลดารัตน์ต่างก็หิ้วร่างกลม ๆ ซึ่งบรรจุอาหารไว้แล้วส่วนหนึ่งในกระเพาะ ไปยังย่านเยาวราชเพื่อไปรับประทานขนมปังปิ้งลุงนาซี และแปะก้วย (ณ จุดนี้ทุกคนคงนึกในใจว่า อีพวกนี้จะกินกันถึงไหนใช่มะ เออ ก็จะกินอ่ะทำไม เหอะ ๆ ๆ )
ระหว่างทางไปนั้นก็ได้ขับรถไปในเส้นทางต่าง ๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน หรือไม่ค่อยได้ไป จากอารีย์ก็แวะผ่านไปที่สวนจิตรลดา เขาดิน รัฐสภา พระที่นั่งอนันตสมาคม ลานพระบรมรูปทรงม้า ยูเอ็น ราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ศาลาว่าการกรุงเทพฯ เสาชิงช้า วัดสุทัศน์ คลองถม เจริญกรุง และในที่สุดก็ถึงเยาวราช จะพูดให้ง่าย ๆ เข้าก็เป็นการขับรถชมพระนครยามค่ำคืนนั่นเอง ทั้งนี้เป็นการสนองความต้องการของทั้งคนขับ (ศุภวัฒน์) และผู้ร่วมทาง (ลดารัตน์)
ถึงเยาวราชก็ได้กินขนมปังปิ้งลุงนาซี และแปะก้วยสมใจนึก (ณ จุดนี้อย่าเพิ่งสงสัยว่าขนมปังปิ้งลุงนาซีคืออะไร มันก็คือร้านขนมปังปิ้งชื่อดังของเยาวราชนะแหละ ไม่รู้เหมือนกันว่าจริง ๆ แล้วชื่อร้านคืออะไร แต่เนื่องจากว่าลุงคนที่ปิ้งขนมปังหน่ะแกใส่หน้ากากเหมือนป้องกันควันพิษ เหมือนที่ทหารนาซีใส่เวลารมแก๊สพวกยิวหน่ะ ก็เลยเรียกว่าร้านลุงนาซีซะเลย ทั้งนี้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่คุณลดารัตน์)
เมื่อเสร็จสมอารมณ์หมายดีแล้ว ก็เลยขับรถต่อ อารามยังไม่อยากกลับบ้านก็เลยลองขับรถไปทางแปลก ๆ ที่ไม่เคยไปดู จากเยาวราชก็ขับต่อไปหัวลำโพง พระรามสี่ สีลม ช่องนนทรี ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ถนนรัชดา ในที่สุดก็เกิดเรื่องจนได้คับที่ถนนรัชดาก่อนถึงคลองเตยในช่วงชั่วโมงแรกของวันที่ 13 พ.ค. (เลขสวยจริง ๆ)
เรื่องมีอยู่ว่าการขับรถครั้งนี้ล้วนอยู่บนเส้นทางที่ศุภวัฒน์ไม่คุ้นเคยทั้งสิ้น (แต่มันก็อยากไปลองดูอ่ะ) ดังนั้นก็จะมีการจอดรถเปิดแผนที่เป็นระยะ ๆ เช่นที่ถนนแถว ๆ เสาชิงช้า อีกทีที่ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แล้วก็จะมีอาการขับรถแบบคนไม่ค่อยคุ้นทางบ้าง แล้วก็ไอ้ความไม่คุ้นทางเนี่ยแหละก็ทำให้ศุภวัฒน์ได้ไปเฉี่ยวเกาะกลางถนนเข้า (อยู่ดี ๆ ก็โผล่มา ไม่รู้มาได้อย่างไรขนาดมองถนนอย่างดีแล้วนะ เหล้าก็ไม่ได้กิน หรือว่าเมาแปะก้วยเนี่ย) ศุภวัฒน์ซีดไปเลย ตกใจชั่วครู่ แต่ก็มีสติพอจะคุมรถชะลอเข้าข้างทางโดยสวัสดิภาพ ลงไปดูไม่มีอะไรเสียหายนอกจากว่า ยางหน้าขวาแบนแอ้ดเนื่องจากแก้มยางมันฉีก (ไม่ได้แบนเพราะตูนั่งนะเฟร้ยอย่าเข้าใจผิด) ทำให้ศุภวัฒน์ต้องผันตัวเอาเป็นช่างซ่อมรถหนึ่งชั่วเวลา ณ ชั่วโมงแรกของวันนี้
ลดารัตน์ตอนแรกก็งง ๆ ว่าจะทำไงดี แต่พอศุภวัฒน์บอกว่าเปลี่ยนยางเป็นเท่านั้นแหละก็ตะลึงไปซักพัก เหอะ ๆ (ไม่คิดว่าคนอย่างฉันจะเปลี่ยนยางรถเองเป็นชิมิ) จริง ๆ แล้วฉันก็ไม่เคยเปลี่ยนยางรถเองหรอก เคยแต่ดูเค้าทำก็เคยช่วยบ้าง ก็พอทำได้แหละ เข้าใจหลักการ พอเอาจริงเล่นเอาเหงื่อตกกีบทีเดียว ดีนะที่ใส่เสื้อมีสีสันไปบ้างไม่ใช่ขาวล้วน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นผ้าขาวบางแนบเนื้อ (อิ๊ว ไม่น่าดูเลย ใช่มะ) แถมยังมีคราบดำ ๆ ติดเต็ม ระหว่างนั้นลดารัตน์ก็มาช่วยศุภวัฒน์ด้วย ร่วมแรงร่วมใจพวกเราใช้เวลาศิริรวมไปทั้งสิ้นยี่สิบนาที ถ้าไม่รวมเวลาที่ต้องมานั่งขันแม่แรงขึ้นใหม่อีกรอบเนื่องจากว่าแม่แรงล้ม (ชิ) ไม่งั้นนะก็ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีเอง (ก็ถือว่าเร็วสำหรับคนที่ทำเองเป็นครั้งแรก)
จากนั้นก็แวะไปล้างไม้ล้างมือพักดื่มน้ำที่ปั๊มเอสโซ่คลองเตย พร้อมเช็คลมยาง แล้วค่อยขับรถต่อเข้าทองหล่อ เลียบทางด่วน (แวะบ้านวศินีเอาของไปเก็บให้) แล้วก็ไปส่งลดารัตน์ แล้วก็เสด็จกลับบ้านแล้วก็มานั่งเขียนให้อ่านกันอยู่เนี่ยแหละ อยากเขียนสด ๆ ทันทีจะได้อรรถรสกว่าที่จะทิ้งไว้เขียนวันหลัง
จากครั้งนี้ก็ได้บทเรียนมาว่า ไม่ควรขับรถไปในที่ไม่คุ้นที่คุ้นทางตอนกลางคืน เพราะอาจนำอันตรายมาสู่ตัวท่านได้ ฉันก็แอบดีใจนะที่ไม่ได้เป็นอะไรมากมาย คือโชคดีด้วยที่ไม่ได้ขับรถเร็วและมีสติ ดีที่แค่ยางแตกและยังมีชีวิตอยู่มานั่งเขียนบล็อกดี และก็ยังรู้สึกดีใจมากยิ่งขึ้นที่ไม่ได้ทำให้ใครประสบอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะลดารัตน์ผู้ร่วมทาง เหอะ ๆ ๆ ขอโทษนะแกคราวหน้าจะไม่พาไปขับรถเล่นในที่ที่ไม่คุ้นทางตอนกลางคืนแล้วหล่ะ เหอะ ๆ) นอกจากนี้ดีด้วยที่ในรถมีอุปกรณ์พร้อม ไม่งั้นนะตายหยังเขียดแน่ ๆ
คนไหนที่ขับรถแล้วก็ขอให้อ่านเป็นข้อเตือนใจไว้แล้วก็ขอให้ระวังตัวด้วยนะจ้า
ถ้าใครอยากให้ไปสอนเปลี่ยนยางติดต่อได้โลด
5月12日 Flash Cartoon ในดวงใจไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ว่าเรื่องการ์ตูนมาตั้งสองสามครั้ง เราขอพักเรื่องราวของตัวชาด็อกไว้ก่อน แล้วมาดูการ์ตูนประเภทอื่นที่ศุภวัฒน์ปรานมั่งดีกว่า
คราวนี้ศุภวัฒน์ขอนำเสนอการ์ตูนโดยฝีมือชาวอิตาเลียนนายหนึ่งคือ Bruno Bozzetto กระทาชายนายนี้เป็นนักทำหนัง ทั้งหนังยาว หนังสั้น แอนิเมชั่น การ์ตูน ทำหมดไม่เกี่ยง แล้วก็ทำได้น่ารักเสียด้วย
ผลงานของเขาที่ศุภวัฒน์ติดใจคือ Flash animation เนื่องจากทำได้น่ารักตลกถูกใจมาก ลายเส้นเรียบง่าย สีสันสวยงาม แต่ดูไม่กิ๊กก๊อกเหมือน Flash Animation ที่คนไทยทำ (แปลกจริง ๆ ทำไมนะ)
ผลงานของเขาแบ่งได้สามประเภทใหญ่ ๆ คือ เรื่องตลกทั่วไป เรื่องตลกเสียดสี แล้วก็เรื่องสะท้อนสังคม ดูทีไรก็ขำทุกที ในทุกประเภทนั้นไม่ได้ใช่ตัวละครอะไรที่มีเส้นสายลวดลายซับซ้อนเลย เป็นตัวกลม ๆ ง่าย ๆ น่ารักมาก ๆ หรือไม่ก็เป็นคนวาดด้วยเส้นง่าย ๆ ลองดูจากตัวอย่างข้าง ๆ เป็นต้น อันนี้เป็นคลิปชื่อ Olympics เป็นแบบตลกเจ็บตัว ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้การ์ตูนของเขาน่ารักมากก็คือเรื่องของเสียงซึ่งก็ต้องพูดถึงเพื่อนชาวอิตาเลียนของเขาอีกคนนึงก็คือ Roberto Frattini ที่คอยออกแบบเสียงให้กับการ์ตูน
ถ้ามีเวลาว่ายังไงลองเข้าไปที่เว็บของบุคคลทั้งสองได้ดังนี้
Bruno Bozzetto - www.bozzetto.com
Roberto Frattini - www.robertofrattini.it
ที่เว็บทั้งสองจะได้เห็นการ์ตูนน่ารักมากมายที่ศุภวัฒน์ชอบ
ขอให้ดูให้สนุกน่อ 4月29日 วัฒนธรรมชาด็อก - ตรรกะแบบชาด็อกเขียนเรื่องไปได้สี่ตอนแล้ว ก็รู้สึกจะมีคนเรื่มชอบใจกับเจ้าตัวชาด็อกนี่พอสมควร วันนี้ศุภวัฒน์ก็เลยขอพักการเล่าเรื่องไว้ชั่วคราว และจะหันมาเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมแบบชาด็อก ชาด็อกบ้าง
วันนี้เราจะมาว่ากันด้วยตรรกะแบบชาด็อก ชาด็อก หัวข้อที่จะนำเสนอคือเรื่องของ "ที่กรอง" (ดูภาพประกอบของตอนนี้ได้ในที่ดูรูปข้าง ๆ)
----------------------------
ที่กรองหมายถึงสิ่งใด ๆ ก็ตามที่เราสามารถบ่งถึงองค์ประกอบสามอย่างต่อไปนี้ - ภายใน ภายนอก และรู
ความรู้เกี่ยวกับที่กรองนั้นเป็นอิสระจากความรู้เกี่ยวกับรูและความรู้เกี่ยวกับรูนั้นก็เป็นอิสระจากความรู้เกี่ยวกับที่กรอง
ที่กรองนั้นแบ่งได้เป็นระดับชั้นต่าง ๆ
1. ที่กรองชั้นหนึ่งคือที่กรองที่ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยวและน้ำไหลผ่านไม่ได้
2. ที่กรองชั้นสองคือที่กรองที่ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยวและน้ำไหลผ่านได้
3. ที่กรองชั้นสาม หรือที่เรียกว่าที่กรองซับซ้อนนั้น คือที่กรองที่บางทีไม่เส้นก๋วยเตี๋ยวก็น้ำไหลผ่านได้ หรือบางทีก็ไม่ทั้งสองอย่าง
-- เพื่อที่จะให้มีแต่น้ำเท่านั้นที่ไหลผ่านที่กรองซับซ้อน (คือไม่มีเส้นก๋วยเตี๋ยวไหลผ่าน) เส้นผ่านศูนย์กลางของรูจำเป็นต้องมีขนาดที่เล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นก๋วยเตี๋ยว
-- เพื่อที่จะให้มีแต่เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ไหลผ่านที่กรองซับซ้อน (คือไม่มีน้ำไหลผ่าน) เส้นผ่านศูนย์กลางของรูต้องมีขนาดที่เล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของน้ำ
สำหรับที่กรองชั้นหนึ่งที่ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยวและน้ำไหลผ่านไม่ได้นั้นมีอยู่สองประเภทย่อย
--- ประเภทแรก คือ ที่กรองที่ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยวและน้ำไม่สามารถไหลไปไหนได้ (กล่าวคือมีฝาปิด)
--- ประเภทที่สอง คือ ที่กรองที่ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยวและน้ำสามารถไหลออกได้ทางเดียว (กล่าวคือมีฝาเปิด)
ที่กรองสองประเภทย่อยนี้เราเรียกว่า "หม้อ"
"หม้อ" นั้นมีอยู่ด้วยกันสามประเภท หม้อที่มีด้ามจับอยู่ทางด้านซ้าย หม้อที่มีด้ามจับอยู่ทางด้านขวา และหม้อที่ไม่มีด้ามจับซึ่งเราเรียกกันว่า “รถเมล์” "รถเมล์" นั้นก็ยังแยกย่อยออกได้อีกสามประเภท รถเมล์ที่แล่นทางขวา รถเมล์ที่เล่นทางซ้าย และรถเมล์ที่ไม่แล่นทั้งทางใดทางหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า “หม้อ”
"หม้อ" นั้นมีอยู่ด้วยกันสามประเภท หม้อที่มีด้ามจับอยู่ทางด้านซ้าย หม้อที่มีด้ามจับอยู่ทางด้านขวา และหม้อที่ไม่มีด้ามจับซึ่งเราเรียกว่า "รถเมล์" "รถเมล์" นั้นก็ยังแยกย่อยออกได้อีกสามประเภท รถเมล์ที่แล่นทางขวา รถเมล์ที่แล่นทางซ้าย และรถเมล์ที่ไม่แล่นทั้งทางใดทางหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า “หม้อ” หม้อนั้นมีอยู่ด้วยกันสามประเภท ................
----------------------------
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแบบชาด็อก ๆ เท่านั้น ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก อ้อศุภวัฒน์ขอบอกจริง ๆ ว่าไม่ได้โม้ และไม่ได้กุขึ้นเอง นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนการ์ตูนเรื่องนี้ได้แต่งไว้น่อ คราวหน้าจะว่าด้วย "การนับเลขแบบชาด็อก" หรือถ้าอยากให้เล่าเรื่องต่อก็บอกนะจ้า 4月23日 Les Shadoks (ต่อ)สืบเนื่องจากบล็อกของสัปดาห์ที่ผ่านมา (เกินมั้งรู้สึกว่า เอาเป็นว่าของคราวก่อนก็แล้วกัน) ทุก ๆ คนคงได้อ่านเรื่อง Shadoks ตอนแรกไปแล้ว (ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ก็จงกลับไปอ่านซะ จะได้ไม่งงว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่
จากเสียงตอบรับเห็นว่าก็ดูท่าทางจะชื่นชอบและขบขันกันดี สัปดาห์นี้ศุภวัฒน์ก็เลยจะมาเล่าเรื่องของอีกสามตอนถัดมาให้ได้อ่านกัน ขอให้สนุกสนานกับเนื้อเรื่องของ Shadoks ป่วง ๆ นะฮะ
------------------------------
ตอนที่สอง - เกี่ยวกับตัวชาด็อก
ตัวชาด็อกและตัวจิบิที่อยู่บนดวงดาวต่างกันนั้นตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่บนโลก แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
ตอนเริ่มแรกพวกจิบิและชาด็อกต่างก็ใช้วิธีกระโดดเพื่อที่จะให้ไปถึงโลก แต่อย่างไรก็ดีพวกมันก็กระโดดไปไม่ถึง และก็ต้องตกดาวไปทั้งสองฝ่าย
เพื่อที่จะให้รู้จักตัวชาด็อกดีขึ้นเราขอแวะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวชาด็อกก่อน ตัวชาด็อกนั้นมีรูปร่างคล้าย ๆ กับนก มีลำดับอ้วนกลม ๆ มีจงอยปาก มีขายาว ๆ สองขาเหมือนนกฟลามิงโก้ และก็มีปีกสองข้างซึ่งเล็กอย่างหาที่สุดมิได้
สมัยก่อนนั้นตัวชาด็อกออกลูกเป็นไข่เหมือนไข่ปกติโดยทั่วไป แต่เนื่องจากว่าขามันยาวมาก เวลาวางไข่ไข่จึงหล่นลงมาแตกเสียหมด แต่ปัจจุบันตัวชาด็อกวางไข่ที่มีเปลือกเป็นเหล็ก ไข่ของมันนั้นก็มีอยู่สองประเภท กล่าวคือ ไข่ที่มีขาชี้ลงด้านล่าง และไข่ที่มีขาชี้ขึ้นด้านบน ไข่ที่มีขาชี้ลงด้านล่างก็จะฟักที่ทางด้านบนของดาว ส่วนไข่ที่มีขาชี้ขึ้นด้านบนนั้นก็จะถูกส่งไปฟักทางด้านล่างของดาว
ตัวชาด็อกนั้นเป็นสัตว์ที่ดุร้ายเป็นอย่างมาก มันมักจะกินพวกเดียวกันเอง โดยไม่สนว่าตัวไหนจะอ่อนแอ หรือแข็งแรงกว่ากัน หรือเล็ก หรือใหญ่กว่ากัน
เนื่องจากว่าตัวชาด็อกนั้นมีปีกที่เล็กมากกกกก ทุกครั้งที่ตัวชาด็อกพยายามจะบินไปยังโลก มันก็บินไปไม่ถึงทำให้มันต้องตกลงไปในห้วงท้องฟ้า ดังนั้นตัวชาด็อกจึงพยายามประดิษฐ์คิดค้นวิธีที่จะทำให้ตัวมันไปถึงโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเก้าอี้ดีด หรือจะเป็นการใส่ตัวเองในปืนใหญ่แล้วยิงไป แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไปไม่ถึงซักที
------------------------------
ตอนที่สาม - เกี่ยวกับตัวจิบิ และการเตรียมการไปโลกของพวกมัน
ตอนนี้เราจะว่าด้วยเรื่องของตัวจิบิกัน ตัวจิบินั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่สุภาพเรียบร้อยมาก มีลักษณะคล้าย ๆ กับสุนัขมีขาสี่ขา แต่หน้าไม่ยื่น ไม่มีหูยื่นออกมา แล้วก็มีหาง (คล้าย ๆ กับไส้กรอกมีขาและหางอ่ะ - ศุภวัฒน์) นอกจากนี้ก็ยังสวมหมวกด้วยเพื่อเอาไว้ใช้ยกทักทายกัน และมันก็ฉลาดมากเสียด้วย
ฉลาดขนาดที่ว่าเพื่อที่จะไปยังโลก พวกมันได้สร้างจรวดขึ้นมา ซึ่งใช้เชื้อเพลิงก้อนพลังงานสูงชื่อว่า "คอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบเก้า" แต่กว่าจะออกเดินทางได้ก็ต้องเติมเชื้อเพลิงนี้ให้เต็มก่อน แต่เชื้อเพลิงนี้มันจะมาจากไหนล่ะ?
อย่างที่รู้ ๆ กันดาวจิบินั้นมีสันฐานแบนเหมือนไม้กระดาน ดังนั้นถ้าตัวจิบิขุดเพื่อหาเชื้อเพลิงมาใช้นั้น มันก็จะทำให้ดาวเป็นรู และเสี่ยงที่จะทำให้ตกออกจากดาวไปได้ ดังนั้นตัวจิบิก็ไม่สามารถจะหาเชื้อเพลิงมาจากดาวของตัวเองได้ เพราะถ้าขุดก็จะทำให้ดาวอยู่ไม่ได้เนื่องจากพรุนเป็นรูเหมือนกับ กระชอนสะเด็ดน้ำที่มีรูเต็มไปหมด
ดังนั้นพวกจิบิก็เลยหันไปหาเชื้อเพลิงคอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบเก้าจากบรรยากาศที่อยู่เหนือดาวของพวกมัน ทำโดยสูบเอาอากาศรอบ ๆ ดาว จากนั้นจึงผ่านปั๊มที่มีแรงดันสูง แล้วกรองเอาธาตุพื้นฐานของแร่เชื้อเพลิงออกมา แล้วก็ผ่านกระบวนการอัดแน่นที่ซับซ้อนและเป็นความลับจนได้คอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดิบออกมา แต่กระบวนการยังไม่สุด ตัวจิบิจะต้องเอาคอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดิบที่ได้นั้นมาผ่านกระบวนการกลั่น ควบแน่น ฯลฯ จนได้มาเป็นคอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบเก้าสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงของจรวด แต่กว่าจะได้เชื้อเพลิงแต่ละก้อนก็ใช้เวลานานพอสมควร
แต่ตัวจิบิจะผลิตคอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบก้าทันก่อนที่พวกชาด็อกจะออกเดินทางไปยังโลกได้หรือไม่???
------------------------------
ตอนที่สี่ - การเตรียมการไปโลกของพวกชาด็อก และการขัดขวางพวกจิบิ
ขณะที่พวกจิบิกำลังเตรียมเชื้อเพลิงสำหรับจรวดโดยสูบเอาแร่ธาตุมาจากอากาศเพื่อมาทำคอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบเก้านั้น พวกชาด็อกก็กำลังสร้างจรวดใช้เดินทางไปยังโลกอยู่บนดาวของมัน แต่จรวดของมันนั้นบูด ๆ เบี้ยว ๆ อย่างไรพิกล แต่พวกมันเสียเวลาในการสร้างมากจนไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ศาสตราจารย์ชาด็อกโก้กังวลใจเป็นอย่างมาก ศาสตราจารย์ก็พยายามสังเกตุความคืบหน้าของพวกจิบิโดยตลอด ยิ่งรู้ว่าพวกจิบิคืบหน้าเท่าไร ก็ยิ่งไม่พอใจมากเท่านั้น
ศาสตราจารย์จึงไประบายความในให้กับเพื่อนฟัง เพื่อนของเขาก็ใช้เวลาครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งแล้วก็ร้องออกมาว่า "ยูเรชาด็อกก้า" และก็บอกศาสตรจารยถึงแผนที่ตนเองคิดได้
ไม่นานนักเครื่องจักรที่ใช้ผลิตคอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบเก้าของพวกจิบิก็หยุดเดินเครื่องลง เนื่องจากปริมาณของแร่ธาตุพื้นฐานสำหรับผลิตคอสโมโกลเก้าร้อยเก้าสิบเก้าในบรรยากาศเหนือดาวของพวกมันตกลงไปจนเหลือศูนย์ โดยที่พวกจิบิก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไม
คนที่รู้สาเหตุก็มีแต่เพียงศาสตราจารย์ชาด็อกโก้และเพื่อนที่ดำเนินแผนการระงับการผลิตเชื่อเพลิงคอสโมโกสเก้าร้อยเก้าสิบเก้า เพื่อไม่ให้จรวดของพวกจิบิเดินทางไปยังโลกได้
------------------------------
เป็นยังไงบ้างฮะได้อ่านเพิ่มอีกสามตอนถ้าชอบจายก็เมนท์ไว้นะจ้า แล้วจะมาต่อตอนต่อ ๆ ไปให้อีก
|
|
|