Supawat 的个人资料--++ KaNe_SC ++--照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
(alphabetically)
|
--++ KaNe_SC ++--Presque comme vacances 8月29日 จะไปแล้วบ่นไปบ่นมา อุปสรรคมากมาย ในที่สุดอีกไม่เกินห้าวัน ฉันก็จะร่อนไปปารีสแล้วหล่ะ ถ้าใครแวะผ่านมาทางนี้บ่อย ๆ ก็ขอให้แวะผ่านมาเรื่อย ๆ นะ เพราะหลังจากนี้จะพยายาม เขียนสารคดีท่องเที่ยวปารีส ในแบบที่คุณอาจจะไม่เคยได้เห็นมาก่อนมาให้อ่านมาให้ชมกัน ติดตามกันดี ๆ ล่ะ ถ้าได้รายละเอียดเบอร์โทรที่อยู่ติดต่ออย่างไรก็จะเอามาใส่ไว้นะจ้า 8月4日 Mood swingและแล้วอีกหนึ่งเดือนก็ผ่านไป หลายคนคงทราบแล้วว่าศุภวัฒน์ได้รับคำตอบจากมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงกระนั้นความดีใจอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เพราะปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมาทันที หาที่พัก พยายามหาแบบระยะยาว ติดต่อที่อยู่เก่าไปตอนแรกก็ตอบกลับมาดี แต่ตอนหลังเจ้าของเสือกเปลี่ยนใจไม่ให้เช่าระยะยาวแล้ว (แม่บอกมันหนีภาษีชัวร์ ๆ) พยายามหาแบบระยะสั้น ติดต่อไปตามเอเจนซีต่าง ๆ แมร่งก็ไม่ตอบอีก ทั้ง ๆ ที่ลงท้ายจม.มาว่า "หวังว่าเราคงหาข้อสรุปได้เร็ว ๆ นี้" มันส่งมาทีไรเราก็ตอบทันทีไ่ม่รีรอ มีแต่มันนะแหละช้าาาา จนห้องที่เลือกไว้หน่ะมันไม่ว่างกันหมดและ มันน่าจะคิดได้บ้างนะว่าที่ตรูหา "ข้อสรุป" กับมรึงไม่ได้สักทีหนะมันเป็นเพราะใครกันแน่ว้า นี่ส่งไปหลายที่แล้วก็ยังรอการตอบกลับอยู่ พยายามหาแบบชั่วคราว ก็ลองไปคลิกตามหน้าโรงแรมดู แมร่งก็บอกไม่ว่าง เอ้อ เอากับมันสิ ขอวีซ่า เอกสารขาดเพียงแค่ชิ้นเดียวก็จะไปขอได้ แต่มันก็ยังไม่มาสักที ทั้งที่เป็นต้นฉบับในรูปแบบของจม. และทั้งที่เป็นสำเนาในรูปแบบอิเล็กโทรนิกส์ ไม่มาทั้งคู่ พยายามติดต่อฝ่ายที่ออกเอกสารให้แล้ว ก็ไม่มีสัญญานตอบรับใด ๆ กลับมาเลย แล้วแผนกวีซ่ามันก็ต้องการไอ้เอกสารแผ่นนี้อีกต่างหาก ถ้าขาดแมร่งก็ไม่รับพิจารณา เอ้อ เอากับมันสิ มันไม่อยากให้คนไปกันขนาดนั้นเลยใช่มะ แม้แต่คนเรียนต่อเนี่ย จะเรียกว่าเป็นช่วงห่าอะไรของชีวิตก็ไม่รู้ ขอบอกว่าช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี่ ชีวิตมี mood swing ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งก่อนหน้านี้คือช่วงตอนปีสามเทอมสอง แต่ครั้งนี้เป็น mood swing ที่รุนแรงกว่าครั้งก่อน ๆ เพราะนั่งอยู่ดี ๆ ก็สามารถร้องไห้ออกมาได้โดยไม่รู้ตัว เครียดมากจนกระทั่งนอนไม่ได้ จนพาลป่วยไปในบางช่วง คิดดูสิว่า ป่วยเจอเครียด ชีวิตมันจะบัดซบแค่ไหน ออกไปเจอหน้าเพื่อนที่รร.เก่ามันยังกลัว เพราะ รังสีอำมหิต - เครียด - ซึม มันสูงมาก เขียนให้อ่านกันขนาดนี้ ก็คงจะไม่ผิดนักถ้าคุณ ๆ จะเรียกช่วงแบบนี้ว่าเป็นช่วงดวงตก บ้างก็มีคนทักว่าไอ้พวกเนี้ยเป็น sign ที่บอกว่าไม่ควรจะเดินทางไปเรียนต่อ เพราะอะไร ๆ มันก็ดูมีอุปสรรคมากไปเสียหมด จนทุกอย่างมันวุ่นวายไปหมด ความวุ่นวายทุกอย่างนี้เกิดขึ้นจากสองสิ่งเท่านั้นนั่นคือ การตอบรับของมหาวิทยาลัยที่ช้าเกินไป และ ความงี่เง่าของแผนกวีซ่า ทำไม ถ้ามันตอบรับเร็วกว่านี้ล่วงหน้ามาก ๆ ฉันก็จะได้มีเวลาเตรียมตัวทำอะไรมากกว่านี้ มหาวิทยาลัยรู้ว่าเราเป็นนร.ต่างชาติอยู่ต่างประเทศ ต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน แต่ไม่หาทางจะเร่งรัดให้กระบวนการมันเร็วขึ้นเลยแม้แต่น้อย แผนกวีซ่าเป็นแผนกที่ปิดกั้นตัวเองได้อีก อยากรู้ไปลองดูเอง ไม่อยากพูดให้เป็นเสนียดติดบล็อก สรุป ถ้าครั้งนี้ไม่ได้ไปเรียน เราก็จะไม่เสียใจ เพราะมันคงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้วนอกจากรอ และถ้าเลือกได้ก็คงจะขอไม่ไปเหยียบประเทศนี้ด้วยวัตถุประสงค์ทางการเรียนอีกต่อไป แค่ไปเที่ยวก็พอ นอกนั้นขอไม่ดีกว่า ถึงแม้ฉันจะใช้ภาษาฝรั่งเศสได้ดี แต่ ฉันคงไม่เหมาะกับประเทศนี้ เพราะฉันเกลียดระบบของประเทศนี้ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ฉันสามารถเป็นคนฝรั่งเศสได้เต็มตัวแล้ว เพราะแม้แต่คนฝรั่งเศสเองยังเกลียดระบบของประเทศมันเองเล้ยไม่ต่างอะไรจากคนไทยที่เกลียดระบบของไทยนั่นแหละ แต่ที่อยู่กันในประเทศของตัวเองได้เพราะมันเป็น "บ้าน" ของเราไง เราอยู่ด้วยความชิน แต่กว่าเราจะชินกับไอ้ความบ้าบอของประเทศอื่นได้ก็คงใช้เวลาสักหกเจ็ดปีได้มั้ง ถึงแม้ว่าดูแล้วประเทศมันจะดูสวยงามจากภายนอก แต่ภายในของมันแล้วมันก็มีอะไรที่แย่ ไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ หรอก วันนี้เขียนโดยใช้ stream of conciousness ถ้าไม่ได้เรียบเรียงอะไรก็ขออภัย ถ้าอ่านแล้วเครียดหรือเซ็ง ก็ถูกแล้วล่ะ แล้วก็ขอให้รับรู้ไว้ว่าฉันรู้สึกอย่างที่คุณรู้สึกได้ตอนอ่านนั่นเอง 7月9日 ชีวิตน่าเบื่อตอนนี้ชีวิตกำลังอยู่ในจุดที่ไม่มีความเร้าใจใด ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเลย น่าเบื่อได้อีก ถึง น่าเบื่อที่สุด ถ้าวันไหนไม่ได้สอนละก็ วัน ๆ จะไม่เป็นอันทำอะไร มีแต่หนังสือกองอยู่รอบตัว ทุกซอกทุกมุมที่พึงจะนั่งได้ ห้องทำงาน ห้องดูทีวี ห้องทานข้าว ห้องน้ำ ในรถ ฯลฯ หนังสือบางส่วนนั้นอยากอ่านแทบใจจะขาด แต่อ่านยังไม่ได้ เพราะมีหนังสืออีกส่วนหนึ่งที่ต้องอ่านใ้ห้เสร็จก่อน ทำไมคนเราจะอ่านอะไรในสิ่งที่อยากไม่ได้ฟระ แล้วทำไมความอยากอ่านอะไรสักอย่างจะต้องเกิดตอนที่ต้องอ่านอะไรอย่างอื่นเสมอ ไม่เข้าใจ ใช่ ตอนนี้ชีวิตศุภวัฒน์ จมมมมอยู่ในกองหนังสือนั่นแหละ แล้วก็เป็นหนังสือบังคับอ่านเสียด้วย เหมือนกับตอนเรียนในโรงเรียนหน่ะ จะต้องมีหนังสืออ่านนอกเวลา ซึ่งเลือกกันมาให้อ่านได้อยู่ันั่นแหละน้ออออ น่าสนใจก็หาไม่ ถ้าดีก็ไม่ว่ากัน ด้วยเหตุนี้ทำให้คิดอยู่ว่าถ้าเรียนต่อตรูจะมีความสุขไหมเนี่ย นอกจากการอ่านแล้ว ศุภวัีฒน์ก็ต้องมีชีวิตอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เพราะมันเป็นอุปกรณ์การทำงานคู่ชีพอย่างหนึ่ง ไว้พิมพ์สรุป ไว้ค้นข้อมูล แต่ก็ยัีงดีเพราะมันยังเอาไว้หลีกหนีความจริงได้บ้างเป็นบางเวลา แต่ก็ใช่ว่าจะหลีกหนีได้พ้นในบางเวลานั้น ๆ โดยเฉพาะเวลาเช็คเมล์แล้วเจอข้อความเกี่ยวกับการงาน เช่น อีเมล์ทวงงาน อีเมล์จากมหาวิทยาลัยที่ปารีสซึ่งไม่ได้ตอบอะไรตรูเลย อีเมล์แจ้งความคืบหน้าการหาที่พัก (จริงได้อีกไหมล่ะ) พอหลุดจากกองหนังสือหรือหน้าจอคอมออกมาก็จะมีสิ่งที่ทำอยู่ไม่มาก ซึ่งแบ่งได้เป็น สิ่งบั่นทอนสภาพจิต เช่น เปิดทีวี เปิดหนังสือพิมพ์ดูแล้วเจอข่าว หรือสารคดีโลกจะแตก Sudoku (เวลาเล่นแล้วทำผิด) เล่นกับหมาแล้วหมากัดกัน นอนแล้วฝันร้าย สิ่งสร้างเสริมสุขภาพจิต เช่น เล่นดนตรี ฟังเพลง เปิดทีวีโดยที่ไม่เจอข่าว และสารคดีโลกจะแตก Sudoku (เวลาเล่นแล้วทำถูก) เล่นกับหมาแล้วหมาเล่นด้วย นอนแล้วไม่ฝันหรือฝันดี เจอเพื่อน พี่ น้อง เมื่อไรจะมีอะไรใหม่ ๆ มาพาฉันออกไปจากชีวิตแบบนี้สักทีนะ 5月14日 วิมัยบัตร
ด้านหลังนั้นก็จะมีคำอธิบายที่เป็นภาษาต่าง ๆ มีใจความเหมือนกับข้อความทางด้านหน้า แต่ไม่ได้เอารูปมาให้ตรงนี้เพราะมัน...เล็ก...มาก...ไม่เหมาะกับสายตาคนแก่อย่างพวกเรา เหอะ ๆ ถ้าใครสังเกตดี ๆ รูปในตัวอย่างจะเป็นวิมัยบัตรที่ซื้อในอิตาลีเนื่องจากมีตัวย่อ IT และ ชื่อ Italie พิมพ์อยู่ แต่ถ้าเป็นของไทยก็จะเป็นตัวย่อ TH และมีชื่อ Thaïlande นอกจากนี้ก็จะมีภาษาฝรั่งเศสเขียนอธิบายการใช้ไว้ แต่สำหรับคนที่อ่านไม่ออกก็ไม่เป็น เราจะบรรยายวิธีการใช้งานเจ้าคูปองนี้ให้ฟังเอง คูปองนี้ใช้สำหรับแนบไปกับจดหมายเปล่าแทนค่าสแตมป์สำหรับผู้ที่ต้องการจะตอบจดหมายเรามาจากต่างประเทศ ถ้ายังไม่เข้าใจอ่านต่อ โดยปกติแล้ว เวลาเราส่งจดหมายให้ใคร ถ้าต้องการให้ฝ่ายนั้นตอบเราโดยไม่ต้องเสียค่าสแตมป์ เราก็จะสอดซองเปล่าติดสแตมป์ไปให้ แต่กรณีนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อผู้รับอยู่ในประเทศเดียวกันเท่านั้น แต่ถ้าผู้รับอยู่ต่างประเทศวิธีการนี้จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากสแตมป์ของประเทศไหนก็จะใช้ได้เฉพาะในประเทศนั้นเท่านั้น สแตมป์ไทยใช้ในไทย สแตมป์ฝรั่งเศสใช้ในฝรั่งเศส ดังนั้นคูปองใบนี้จึงเป็นทางออกสำหรับการสอดซองเปล่าติดสแตมป์ ให้ผู้รับในต่างประเทศตอบกลับมาโดยไม่เสียตังค์ เราสามารถหาซื้อคูปองนี้ได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งในประเทศกลุ่มสมาชิกของ Union Postale Universelle หรือ สหภาพไปรษณีย์สากล ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยมิฉะนั้นฉันก็ซื้อไม่ได้สิ ใช่มะ ถ้าไม่มีก็ทักท้วงต่อว่าได้ เพราะเป็นกฏสากลว่าแต่ละที่ทำการต้องมีสำรองอยู่อย่างน้อยยี่สิบใบ และมักจะเก็บไว้อย่างดีในตู้นิรภัยของแต่ละที่ทำการด้วย รวมไว้กับสแตมป์สะสมอื่น ๆ ราคาขายของคูปองนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ของไทยจะอยู่ที่ใบละ 53 บาท อย่างที่ฝรั่งเศสอยู่ที่ 1.30 ยูโร อเมริกาอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ วิธีใช้นั้นง่ายดาย ก็เหาะไปซื้อที่ไปรษณีย์ แนบไปกับซองเปล่าให้ผู้รับ ถ้าผู้รับจะเตรียมซองเองก็ไม่ต้องส่งซองไป แล้วพอทางนั้นจะตอบกลับเขาก็จะเอาคูปองนี้ไปใช้แลกสแตมป์หรือจ่ายค่าจัดส่งที่ไปรษณีย์สำหรับส่งจดหมายกลับมาหาเรา โดยปกติแล้วคูปองหนึ่งใบจะสามารถใช้แลกกับค่าส่งจดหมายหนึ่งฉบับที่มีน้ำหนัก 20 กรัม ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ระเบียบของไปรษณีย์ในประเทศนั้น ๆ ของประเทศไทยหนึ่งใบแลกได้ 19 บาท ของฝรั่งเศสแลกได้สองราคาคือ 0.65 หรือ 0.85 ยูโร ขึ้นอยู่กับว่าส่งไปส่วนไหนของโลก ส่วนของอเมริกาจะแลกได้ 0.80 ดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีที่จดหมายที่ต้องการส่งมีน้ำหนักมากกว่า 20 กรัมก็จะต้องมีคูปองมากกว่าหนึ่งใบ โดยหนึ่งใบจะแทนค่าส่ง 20 กรัม สมมติถ้าต้องส่งเอกสารหนัก 100 กรัมก็ต้องใช้ทั้งหมด 5 ใบเป็นอาทิ ถ้าคูปองมีไม่พอผู้ส่งก็ต้องจ่ายตังค์เพิ่มเอง ให้สังเกตว่าราคาที่แลกได้นั้นน้อยกว่าราคาที่ซื้อมาและยังมีความแตกต่างในแต่ละประเทศอีกด้วย ซึ่งจุดนี้เป็นปัญหาที่สหภาพฯ พยายามควบคุมอยู่ไม่ใช้เกิดการได้เปรียบเสียเปรีัยบกันระหว่างประเทศ เขาว่ากันนะ แต่เท่าที่เห็นก็ใกล้เคียงกันอยู่ไม่แตกต่างกันมากเท่าไรนัก นอกจากนี้คูปองแต่ละใบก็มีอายุกำหนดในการใช้ อย่างรุ่นที่เห็นในภาพนี้จะหมดอายุตอนสิ้นปี 2009 ถ้าเลยจากนั้นจะแลกไม่ได้ ก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้รุ่นใหม่ ถ้าใครมีโอกาสก็ลองใช้ดู มันคลาสสิกมาก ๆ หรือไม่ก็ไปซื้อมาเก็บเป็นที่ระลึกไว้บ้างก็ดี ก่อนที่มันจะเลิกใช้ไปเหมือนกับโทรเลขนั่นแล.... 4月8日 Prelude to the Afternoon of a Faunสวัสดีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคน ยินดีต้อนรับสู่หน้าร้อนอีกครั้ง เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ศุภวัฒน์ไม่ได้มาอัพบล็อกอะไรกับเขาบ้างเลย แต่วันนี้อารมณ์ดีและมีเรื่องอยากเขียนก็เลยจะมาอัพ แต่จะไม่ใช้สีแสบตานะเริ่มเห็นใจและ แต่ของเก่าก็จะไม่แก้หรอก หึหึหึ
เนื้อหาในวันนี้เราจะว่ากันด้วยหัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องกับศิลปะสามแขนงด้วยกัน นั่นคือ จิตรกรรม ดนตรี และ วรรณกรรม (บูรณาการสุด ๆ เลยใช่มะ) นั่นแหละเป็นรสนิยมอันวิไลอย่างหนึ่งที่เด็กอักษรน่าจะไขว่คว้าหามาครอบครองกันไว้ได้
หมายเหตุในบทความนี้จะมีลิงค์ต่าง ๆ แทรกอยู่ในบทความเพื่ออรรถรสและสุนทรียภาพอันสมบูรณ์กรุณาคลิกเพื่อโหลดเพลง โน้ต หรือบทกลอนมาอ่านกันด้วยนะจ้า
ช่วงนี้ศุภวัฒน์ค่อนข้างจะว่างเลยมีโอกาสได้กลับมาเล่นดนตรีอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อไปขุดเพลงเก่า ๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ออกมา ก็เจอกับเพลงที่ได้อัพโหลดไว้ในหน้าแรกของสเปซให้ทุก ๆ คนได้ฟังกัน เพลงนี้เป็นเพลงที่ศุภวัฒน์ชอบบบบบบบบบมากที่สุดในขณะนี้ ถ้าไม่ได้ยินเสียงกรุณาเปิดลำโพงดัง ๆ หรือจะโหลดไปฟังเลยก็ดีเพราะเพลงนี้เป็นเพลงคลาสสิกและใช้เครื่องดนตรีเล่นเพียงน้อยชิ้น
เพลงนี้มีชื่อว่า Prélude à l'Après-midi d'un Faune (โหลดเพลงและสกอร์) ชื่อเป็นภาษาอังกฤษก็ตามหัวข้อบล็อกนั่นแหละ เพลงนี้แต่งโดย Claude Debussy คีตกวีชาวฝรั่งเศสในยุคปลายคริสตศตวรรษที่ 19 อาจเรียกได้ว่าเป็นนักประพันธ์เพลงแบบ Impressionistic เนื่องจากเมื่อฟังเพลงส่วนใหญ่ของเขาแล้วมันช่างส่งผลกระทบต่อจิตใจเสียงนี่กระไร ใครรู้จักเพลง Clair de Lune ที่มาจาก Suite Bergamasque ก็เป็นผลงานของกระทาชายผู้นี้นี่เอง (โหลดเพลงเล่นกับเปียโนหรือวงออร์เคสตราพร้อมโน้ตเปียโน)
เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทกวีของ Stéphane Mallarmé กวีในแนว Symbolism ร่วมสมัยกับ Clade Debussy บทกวีชื่อว่า l'Après-midi d'un Faune (โหลดกลอน) บทกลอนนี้เป็นบท monologue ของโฟน ซึ่งคือสัตว์ในตำนานเทพปกรณัมที่มีร่างกายครึ่งบนเหมือนคนครึ่งล่างเหมือนแกะ (ถ้าใครนึกไม่ออกให้นึกถึงคุณธัมนุสในเรื่องนาร์เนียละกันลักษณะคล้าย ๆ กัน) โฟนตัวนี้เพิ่งตื่นมาจากฝันอันน่าอภิรมย์และได้เล่าบรรยายฝันนั้นในช่วงบ่ายวันหนึ่งในป่าใหญ่ที่มีอากาศร้อนอบอ้าว ด้วยความปรารถนาอาลัยอาวรณ์
เสียงของตัวโฟนในเพลงนี้แทนด้วยเสียงฟลุ๊ต solo ในหลาย ๆ ท่อน เพราะตัวโฟนนั้นเล่น pan flute เป็นเครื่องดนตรีประจำตัวพอมาเขียนเพลงให้กับวงออร์เคสตราก็เลยใช้ฟลุ๊ตเล่นแทน ส่วนท่อนต่าง ๆ ในเพลงในนั้นมีความสอดคล้องกับเนื้อหาของบทกลอนในแต่ละท่อนในแต่ละส่วน ซึ่งแสดงถึงความต้องการ ความประทับใจ ความถวิลหา ความอาลัยอาวรณ์ของโฟนที่มีกับความฝันนั้น นอกจากนี้เสียงของ French horn ที่ก้องและมีลักษณะอู้เล็ก ๆ ทำให้ได้บรรยากาศอันอบอ้าวของช่วงบ่ายในหน้าร้อนในป่า
เนื่องจากบทกลอนนี้มีตัวละครเอกเป็นตัวโฟน ในจิตรกรรมตะวันตกเองก็มีภาพวาดเกี่ยวกับโฟนไว้อยู่เช่นกัน
Arnold Böcklin - a Faun and a Nymph
Arnold Böcklin - Afternoon of a Faun
Leon Baskt - Prelude to the Afternoon of a Faun
ยังไงลองนั่งดูภาพที่เหล่านี้ พร้อมฟังเพลง แล้วก็อ่านกลอนกันดู มันเป็นภาพที่งดงามให้ความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริง ๆ
ทิ้งไว้เท่านี้แหละ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับหน้าร้อนจ้า |
Please kindly sign before leaving or leave you message here!!!
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|